<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847</id><updated>2011-11-27T16:09:22.248-08:00</updated><category term='ประวัติหลวงปู่ทวด - เหยียบน้ำทะเลจืด - หลวงปู่ทวด - หลวงพ่อทวด'/><title type='text'>พระเครื่อง</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>19</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-323867963508342339</id><published>2010-03-17T03:01:00.000-07:00</published><updated>2010-03-17T03:14:01.553-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประวัติหลวงปู่ทวด - เหยียบน้ำทะเลจืด - หลวงปู่ทวด - หลวงพ่อทวด'/><title type='text'>หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ (2)</title><content type='html'>ต่อจากบทความ - &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/03/blog-post_17.html"&gt;หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6Co5JSyTgI/AAAAAAAAAeI/SHeGnwoDgFo/s1600-h/watchanghai1.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5449541248819023362" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 160px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6Co5JSyTgI/AAAAAAAAAeI/SHeGnwoDgFo/s200/watchanghai1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;อักษรเจ็ดตัว&lt;br /&gt;ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ “เจ้าสามีราม” ที่วัดราชานุวาส และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการี จึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า “เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้” ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่ ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้ พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม &lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า “ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด” ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า “ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด”&lt;br /&gt;ครั้นแล้วท่านก็คว่ำบาตรเทอักษรทองคำเริ่มแปลปริศนาธรรมทันที ด้วยอำนาจบุญญาบารมี กฤษดาภินิหารของท่านที่ได้จุติลงมาเป็นพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา กอปรกับโชคชะตาของประเทศชาติที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตย เดชะบุญญาบารมีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยาดาทั้งหลายจึงดลบันดาลให้ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรจากเมล็ดทองคำ 84,000 ตัว เป็นลำดับโดยสะดวกไม่ติดขัดประการใดเลย&lt;br /&gt;ขณะที่ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรไปได้มากแล้ว ปรากฏว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไปเจ็ดตัวคือ ตัว สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ทั้งเจ็ด พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ยอมจำนวน จึงประเคนเมล็ดทองคำที่ตนซ่อนไว้นั้นให้ท่านแต่โดยดี ปรากฏว่าท่านแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำสำเร็จบริบูรณ์เป็นการชนะพราหมณ์ในเวลาเย็นของวันนั้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6CpUWoaFII/AAAAAAAAAeQ/zD3GRxj_SC4/s1600-h/T6578Ans153533.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5449541716255839362" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 164px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6CpUWoaFII/AAAAAAAAAeQ/zD3GRxj_SC4/s200/T6578Ans153533.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระราชมุนี&lt;br /&gt;สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงมีรับสั่งถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าสามีรามให้ครอง 7 วัน แต่ท่านก็มิได้รับโดยให้เหตุผลว่าท่านเป็นสมณะ พระองค์ก็จนพระทัยแต่พระประสงค์อันแรงกล้าที่จะสนองคุณความดีความชอบอันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้ จึงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เจ้าสามีรามเป็น “พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์” ในเวลานั้น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์หรือหลวงพ่อทวดได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชานุวาส ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเวลาหลายปี ด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคห่าเหือดหาย&lt;br /&gt;ต่อจากนั้น กรุงศรีอยุธยาเกิดโรคห่าระบาดไปทั่วเมือง ประชาราษฎรล้มป่วยเจ็บตายลงเป็นอันมาก ประชาชนพลเมืองเดือดร้อนเป็นยิ่งนัก สมัยนั้นหยูกยาก็ไม่มี นิยมใช้รักษาป้องกันด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยพระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกกังวลมากเพราะไม่มีวิธีใดจะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้ ทรงระลึกถึงพระราชมุนีฯ มีรับสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์ท่านเจ้าเฝ้า ท่านได้ช่วยไว้อีกครั้งโดยรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและดวงแก้ววิเศษ แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมแก่ประชาชนทั่วทั้งพระนคร โรคห่าก็หายขาดด้วยอำนาจ คุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่ง ทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนสมณศักดิ์ท่านขึ้นเป็นพระสังฆราชมีนามว่า “พระสังฆราชคูรูปาจารย์” และทรงพอพระราชหฤทัยในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงมีรับสั่งว่า “หากสมเด็จเจ้าฯ ประสงค์สิ่งใด หรือจะบูรณะวัดวาอารามใดๆ ข้าพเจ้าจะอุปถัมภ์ทุกประการ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับสู่ถิ่นฐาน&lt;br /&gt;ครั้นกาลเวลาล่วงไปหลายปี สมเด็จเจ้าฯได้เข้าเฝ้า ถวายพระพรทูลลาจะกลับภูมิลำเนาเดิม พระองค์ทรงอาลัยมาก ไม่กล้าทัดทานเพียงแต่ตรัสว่า “สมเด็จอย่าละทิ้งโยม” แล้วเสด็จมาส่งสมเด็จเจ้าฯ จนสิ้นเขตพระนครศรีอยุธยา&lt;br /&gt;ขณะที่ท่านรุกขมูลธุดงค์ สมเด็จเจ้าฯ ได้เผยแผ่ธรรมะไปด้วยตามเส้นทาง ผ่านที่ไหนมีผู้เจ็บป่วยก็ทำการรักษาให้ ตามแนวทางที่ท่านเดินพักแรมที่ใดนั้น ที่นั่นก็เกิดเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพสักการะบูชามาถึงบัดนี้ ได้แก่ที่บ้านโกฏิ อำเภอปากพนัง ที่หัวลำภูใหญ่ อำเภอหัวไทร และอีกหลายแห่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6CpnuZmXQI/AAAAAAAAAeY/kF8Wk3vzU9I/s1600-h/buddha_32.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5449542049053695234" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 150px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6CpnuZmXQI/AAAAAAAAAeY/kF8Wk3vzU9I/s200/buddha_32.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;สมเด็จเจ้าพะโคะ&lt;br /&gt;ต่อจากนั้น ท่านก็ได้ธุดงค์ไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ อันเป็นจุดหมายปลายทาง ประชาชนต่างซึ่งชื่นชมยินดีแซ่ซ้องสาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่ และได้พร้อมกันถวายนามท่านว่า “สมเด็จเจ้าพะโคะ” และเรียกชื่อวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะว่า “วัดพะโคะ” มาจนบัดนี้ สมเด็จเจ้าฯ เห็นวัดพระโคะเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากถูกข้าศึกทำลายโจรกรรม มีสภาพเหมือนวัดร้างสมเด็จเจ้าฯ กับท่านอาจารย์จวง คิดจะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ยินดีและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง โปรดให้นายช่างผู้ชำนาญ 500 คน และทรงพระราชทานสิ่งของต่างๆ และเงินตราเพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงแล้วเสร็จ สิ่งสำคัญในวัดพะโคะหรือ พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพระอรหันต์นามว่าพระมหาอโนมทัสสีได้เป็นผู้เดินทางไปอัญเชิญมาจากประเทศอินเดียสมเด็จเจ้าฯ ได้จำพรรษาเผยแผ่ธรรมที่วัดพะโคะอยู่หลายพรรษา &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เหยียบน้ำทะเลจืด&lt;br /&gt;ขณะที่สมเด็จเจ้าฯ จำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่า ท่านมีอายุกาลถึง 80 ปีเศษ อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3 คด ชาวบ้านเรียกว่า “ไม้เท้า 3 คด” ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังชายฝั่งทะเลจีน ขณะที่ท่านเดินพักผ่อนรับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลียบชายฝั่งมา พวกโจรจีนเห็นท่านเดินอยู่คิดเห็นว่าท่านเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเทียบฝั่งจับท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นาน เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือ เรือลำนั้นแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนพยายามแก้ไขจนหมดความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ในที่สุดน้ำจืดที่นำมาบริโภคในเรือก็หมดสิ้น จึงขาดน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหารพากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยกระหายน้ำเป็นอย่างมาก สมเด็จเจ้าฯ ท่านเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกโจรถึงขั้นที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเลทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกโจรจีนไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากพื้นน้ำทะเลแล้วก็สั่งให้พวกโจรตักน้ำตรงนั้นมาดื่มชิมดู พวกโจรจีนแม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืดเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วนำท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสมเด็จเจ้าฯ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัด ถึงที่แห่งหนึ่งท่านหยุดพักเหนื่อย ได้เอา “ไม้เท้า 3 คด” พิงไว้กับต้นยางสองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้น ลำต้นและกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนไปจากสภาพเดิกกลับคดๆ งอๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้นเรียกว่าต้นยางไม้เท้า ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงปู่ทวดครองสมณเพศและจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของพระพุทธองค์ ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนตลอดมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังขารธรรม&lt;br /&gt;หลังจากนั้นหลายพรรษา สมเด็จเจ้าฯ หายไปจากวัดพะโคะเที่ยวจาริกเผยแผ่ธรรมะไปหลายแห่ง จากหลักฐานทราบว่าท่านได้ไปพำนักที่เมืองไทรบุรี ชาวบ้านเรียกท่านว่า “ท่านลังกา” และได้ไปพำนักที่วัดช้างไห้ ชาวบ้านเรียกท่านว่า “ท่านช้างให้” ดังนี้ ท่านได้สั่งแก่ศิษย์ว่าหากท่านมรณภาพเมื่อใด ขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วย ขณะหามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดน้ำเหลืองไหลลงสู่พื้นดิน ที่ตรงนั้นให้เอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้ต่อไปข้างหน้าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มาไม่นานเท่าไร ท่านก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา ปวงศาสนิกก็นำพระศพมาไว้ที่วัดช้างให้ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สถานที่ที่สมเด็จเจ้าฯ เคยพำนักอยู่ หรือไปมา นับได้ดังนี้ วัดกุฎิหลวง วัดสีหยัง วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช กรุงศรีอยุธยา วัดพะโคะ วัดเกาะใหญ่ วัดในไทรบุรี และวัดช้างให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจฉิมภาค&lt;br /&gt;สมเด็จเจ้าฯ ในฐานะพระโพธิสัตว์หน่อพระพุทธภูมิ ผู้ทรงศีลวิสุทธิทรงธรรมและปัญญาญาณอันล้ำเลิศ กอปรด้วยกฤษดาภินิหารและปาฏิหาริย์ไม่ว่าท่านจะพำนักอยู่สถานที่ใด ที่นั่นจะเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ว่าท่านจะจาริกไป ณ ที่ใด ก็จะมีคนกราบไหว้ฟังธรรม หลักการปฏิบัติของท่านเป็นหลักสำคัญของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือประชาชนและเผยแพร่ธรรมะให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ สมดังคำว่า “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” ตลอดไป&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-323867963508342339?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/323867963508342339/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/03/2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/323867963508342339'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/323867963508342339'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/03/2.html' title='หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ (2)'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6Co5JSyTgI/AAAAAAAAAeI/SHeGnwoDgFo/s72-c/watchanghai1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-4802761749786698023</id><published>2010-03-17T02:51:00.000-07:00</published><updated>2010-03-17T03:13:04.088-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประวัติหลวงปู่ทวด - เหยียบน้ำทะเลจืด - หลวงปู่ทวด - หลวงพ่อทวด'/><title type='text'>หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6CnZ_jxO9I/AAAAAAAAAdw/KnI5cjLJEBc/s1600-h/buddha_28.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5449539614118329298" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 323px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6CnZ_jxO9I/AAAAAAAAAdw/KnI5cjLJEBc/s400/buddha_28.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ประวัติ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้&lt;br /&gt;สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ&lt;br /&gt;หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ทารกอัศจรรย์&lt;br /&gt;เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทารกน้อยผู้&lt;br /&gt;นี้มีนายว่า “ปู” เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยอยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้ จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหู นางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้ นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;สามีราโม&lt;br /&gt;เมื่อกาลล่วงมานานจนเด็กชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า “ราโม ธมฺมิโก” แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า “เจ้าสามีราม” หรือ “เจ้าสามีราโม” เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีรามก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6Cno54nznI/AAAAAAAAAd4/GzvBrhChXxo/s1600-h/buddha_30.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5449539870293216882" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 223px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6Cno54nznI/AAAAAAAAAd4/GzvBrhChXxo/s320/buddha_30.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;รบด้วยปัญญา&lt;br /&gt;กระทั่งวันหนึ่งถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดหรือเจ้าสามีรามจะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธี คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์ จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์&lt;br /&gt;เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้วก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่าพระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6Cn9medhEI/AAAAAAAAAeA/48IlKHMEoLA/s1600-h/buddha_36.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5449540225860469826" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 221px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6Cn9medhEI/AAAAAAAAAeA/48IlKHMEoLA/s320/buddha_36.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;พระสุบินนิมิต&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด&lt;br /&gt;ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม&lt;br /&gt;รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;อ่านต่อ - &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/03/2.html"&gt;หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ (ตอน2)&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-4802761749786698023?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/4802761749786698023/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/03/blog-post_17.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/4802761749786698023'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/4802761749786698023'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/03/blog-post_17.html' title='หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S6CnZ_jxO9I/AAAAAAAAAdw/KnI5cjLJEBc/s72-c/buddha_28.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-1395699321284630973</id><published>2010-03-07T02:09:00.000-08:00</published><updated>2010-03-07T02:38:46.008-08:00</updated><title type='text'>พระสมเด็จวัดเกศไชโยวรวิหาร จ.อ่างทอง</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S5OCFC33_fI/AAAAAAAAAaE/m6APDPD6z0A/s1600-h/3054.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5445839397603245554" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 208px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S5OCFC33_fI/AAAAAAAAAaE/m6APDPD6z0A/s400/3054.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;พระสมเด็จวัดเกศไชโย เป็น 1 ใน 3 ตระกูลพระสมเด็จที่สร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) โดยได้บรรจุไว้ในองค์พระมหาพุทธพิมพ์ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิฐฐานอยู่ภายในพระวิหารวัดไชโยวรวิหาร จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นพระสมเด็จที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร นั่นคือจะต้องมีลักษณะของ อกร่อง หูบายศรี มีขอบกระจก เกือบทุกพิมพ์ทรง วงการพระเครื่องในปัจจุบันให้ความนิยมเป็นอย่างสูงและจัดรวมพระสมเด็จวัดเกศไชโยให้อยู่ในชุด เบญจภาคี เช่นเดียวกับพระสมเด็จวัดระฆัง และพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัดไชโยวรวิหารหรือวัดเกศไชโย ( ชื่อที่ปรากฏในพื้นที่คือ วัดเกศไชโย ) เป็นพระอารามหลวงชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลไชโย อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เดิมทีเป็นวัดราษฏร์ สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาไม่มีประวัติแน่ชัดว่าใครสร้าง แต่มาปรากฏชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) แห่งวัดระฆังโฆษิตารามได้มาสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้น เมื่อครั้งปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประมาณปี 2400-2405 ซึ่งขณะนั้นท่านยังดำรงสมณะศักดิ์ที่ พระเทพกวี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) มาสร้าง พระหลวงพ่อโต หรือที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามให้ภายหลังว่า พระมหาพุทธพิมพ์ ขึ้นไว้ที่นี่ ก็เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกถึงโยมมารดาซึ่งได้ร่วงลับไปแล้วและเป็นอนุสรณ์สถานความผูกพันในช่วงชีวิตของท่าน เนื่องจากมารดาเคยพาท่านมาพักอยู่ที่ตำบลไชโยเมื่อตอนท่านยังเล็กๆ ซึ่งตามประวัตินั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) ท่านมักสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์เกี่ยวกับชีวิตของท่านไว้ตามสถานที่ต่างๆ ไว้มากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามบันทึกของพระยาทิพโกษา ( สอน โลหะนันท์ ) ได้กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) เป็นผู้สร้างขึ้น เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับโยมมารดาที่ชื่อ เกศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) ทรงสร้างพระพิมพ์สมเด็จ 7 ชั้น แล้วนำมาแจกรวมทั้งบรรจุกรุไว้ใน กรุวัดไชโยวิหาร ในคราวที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) ได้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่วัดนี้ และประมาณการจากบันทึกต่างๆว่าน่าจะมีอายุการสร้างสมเด็จพิมพ์วัดเกศไชโยนั้นใกล้เคียงกับสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวักเกศไชโย จึงถือได้ว่าเป็นสมเด็จอีกตระกูลหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังษี ) ทั้งในด้านการปลุกเสก และบรรจุกรุ ส่วนผสมในการสร้างนั้นล้วนแล้วแต่เป็นของดีของวิเศษซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) นำมาประสมกันเป็นเนื้อพระนั้น ส่วนใหญ่ใช้สูตรเดียวกับสมเด็จวัดระฆังฯ และสมเด็จบางขุนพรหม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ตามบันทึกคำกล่าวของพระธรรมถาวร (ลูกศิษย์สมเด็จโต) กล่าวว่า "เนื้อที่ใช้สร้างพระสมเด็จนั้น แต่เดิมใช้ผงวิเศษ 5 ประการ ผงเกสรดอกไม้ ปูนขาวและข้าวสุกเท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผงวิเศษ 5 ประการ มีอิทธิคุณดังนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;1. ผงอิทธิเจ มีอานุอิทธิเจ มีอานุภาพทางเมตตามหานิยม ใครเห็นใครเมตตา ให้ความรักและเอ็นดู&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;2. ผงปัถมัง มีอานุภาพทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี จังงัง ตลอดจนการพรางตัว(หายตัว) ได้อย่างมหัศจรรย์ยิ่ง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;3. ผงมหาราช มีอานุภาพทางเสน่ห์ ชายเห็นชายทัก หญิงเห็นหญิงรัก เหมาะสำหรับการค้าขาย และเข้าหาผู้ใหญ่ จะได้รับการเอ็นดูให้การส่งเสริมได้ดีในราชการและธุรกิจ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;4. ผงพุทธคุณ มีอานุภาพป้องกันสิ่งอัปมงคล อาถรรพณ์และไสยศาสตร์สายดำ ป้องกันทำคุณไสย มีอิทธิพลล้ำเลิศทางด้านแคล้วคลาดปลอดภัย ครอบคลุมไปถึงด้านเมตตามหานิยมและมหาอำนาจ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;5. ผงตรีนิสิงเห มีอิทธิคุณทางด้านมหาอำนาจ สามารถล้างอาถรรพณ์ น้ำมันพราย สยบอิทธิฤทธิ์ของภูติผีปีศาจได้ดียิ่ง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเมื่อถอดพิมพ์และตากแห้งแล้ว ปรากกฏว่าเนื้อพระจะร้าวและ แตกหักเป็นจำนวนมากเพราะความเปราะ&lt;br /&gt;ต่อมาเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ทดลองใช้ กล้วยหอมจันทน์ และกล้วยน้ำว้าทั้งเนื้อและเปลือกผสมโขลกลงไปด้วย เมื่อเนื้อพระแห้งแล้วก็มีสีเหลืองนวลขึ้น การแตกร้าวลดลงแต่ก็ยังไม่ได้ผลทีเดียว&lt;br /&gt;ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ทดลองใช้น้ำมันตังอิ้ว ตามคำแนะนำของหลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองในราชสำนัก สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ผลดีขึ้นจริง&lt;br /&gt;ลักษณะวรรณะพระสมเด็จวัดเกศ เป็นพระที่มีวรรณะหลายสี เช่น ขาวแป้ง ขาวนวล สีเทา และมีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เนื้อพระสมเด็จวัดเกศไชโย อาจแบ่งได้ 3 ลักษณะคือ เนื้อนุ่ม เนื้อนุ่มปานกลาง และเนื้อแกร่ง&lt;br /&gt;พระเนื้อนุ่มมีมวลสารและน้ำมันตั้งอิ้วผสมอยู่มาก เรียกว่า เนื้อจัด ส่วนใหญ่มีสีขาวขุ่นอมน้ำตาล ( ไม่ใช่คราบเปลื้อนที่ผิว )&lt;br /&gt;พระเนื้อนุ่มปานกลาง มีส่วนผสมที่ได้สัดส่วนลงตัว ส่วนใหญ่สีขาวอมเหลือง&lt;br /&gt;พระเนื้อแกร่ง เป็นพระเนื้อแก่ปูน ผิวแห้ง แกร่ง คล้ายเนื้อหินอ่อน มวลสารปรากฏให้เห็นในปริมาณน้อย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พุทธลักษณะเป็นพระพุทธประทับนั่งสมาธิขัดราบ บนฐานต่าง ๆ กัน คือฐาน 3 ชั้น 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น และเป็นพระพุทธนั่งสมาธิภายใต้ใบโพธิ์ หรือที่เราเรียกว่า ปรกโพธิ์ จำแนกพิมพ์ออกได้เป็น 20 พิมพ์ โดยประมาณดังนี้&lt;br /&gt;1. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์นิยม 7 ชั้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;2. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์เล็ก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;3. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์หูประบ่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;4. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์แขนกลม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;5. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์เข่าโค้ง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;6. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์แข้งหนอน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;7. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ไหล่ตรง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;8. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์แขนดิ่ง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;9. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์เศียรกลม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;10. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์อกตัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;11. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ต้อ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;12. พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ปรกโพธิ์ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;13. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์ใหญ่ เอ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;14. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์ใหญ่ บี &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;15. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์ล่ำ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;16. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์ไหล่ตรง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;17. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์อกตัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;18. พิมพ์ 6 ชั้น พิมพ์อกตอด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;19. พิมพ์ 5 ชั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;20. พิมพ์ตลก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่พิมพ์ที่วงการสากลนิยมมี 3 พิมพ์ด้วยกันคือ&lt;br /&gt;สมเด็จพิมพ์ 7 ชั้นนิยม&lt;br /&gt;สมเด็จพิมพ์ 6 ชั้น&lt;br /&gt;สมเด็จพิมพ์ 3 ชั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S5OAQF_52tI/AAAAAAAAAZ8/aQhiZjh1FZM/s1600-h/Somdet%20ketchaiyo_7chan%201.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5445837388397533906" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 160px; CURSOR: hand; HEIGHT: 228px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S5OAQF_52tI/AAAAAAAAAZ8/aQhiZjh1FZM/s400/Somdet%2520ketchaiyo_7chan%25201.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;พระสมเด็จเกศไชโย 7 ชั้นนิยม&lt;br /&gt;1. ทีเด็ด-พระเกศปลายแหลม ตรงกลางจะโปนออกแผ่วๆ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;2. พระกรรณเป็นหูบายศรี พระกรรณซ้ายจะเชิดสูงกว่า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;3. พระพักตร์และพระศอ ดูรวมๆคล้ายหัวไม้ขีด&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;4. ทีเด็ด-พระสภาพเดิมๆติดคมชัด จะเห็นโคนแขน แทงเข้าไปที่หัวไหล่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;5. อกพระจะนูน ส่วนล่างถัดลงมาจะเป็นเส้นคู่พลิ้ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;6. ตรงกลางกรอบกระจก ด้านซ้ายมือเราส่วนใหญ่ มักเป็นแอ่งท้องช่างเบาๆ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;7. ขอบกระจกด้านล่างขวามือของเราส่วนใหญ่ มักจะเป็นแอ่งท้องช่าง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;8. ปลายฐานชั้นล่างสุดทั้งสองข้าง จะเป็นเดือยวิ่งชนเส้นครอบแก้ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;9. เนื้อหาพระละเอียด บางองค์เป็นมันลื่นคล้ายหินสบู่ ถ้าพลิกด้านหลังจะเห็นชัด&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S5N_xIIggII/AAAAAAAAAZ0/Od5-F-kTKGA/s1600-h/somdej_keschaiyo_6than_oktan_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5445836856394547330" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 210px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S5N_xIIggII/AAAAAAAAAZ0/Od5-F-kTKGA/s400/somdej_keschaiyo_6than_oktan_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;พระสมเด็จเกศไชโย 6 ชั้น อกตัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;1 .พระเกศยาวแหลม ในองค์ชัด ติดเต็มๆตรงกลางจะโปร่งเล็กน้อย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;2. ลำคอจะเล็กและอาจบิดได้ ถือเป็นเรื่องปกติ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;3. พระอุทร พลิ้วเล็กน้อย แต่ดูแข็งกว่าพิมพ์ 7 ชั้นนิยมเล็กน้อย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;4. แขนทั้งสองข้างจะหักศอกน้อยๆ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;5. เข่าจะอิ่มและปลายจะเชิดงอนขึ้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;6. รอยเหนอะที่ข้างฐาน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;7. รอยแตกรานบนผิวเป็นเหลี่ยมเป็นมุม&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S5N-6SbwKNI/AAAAAAAAAZs/F-e3MnjVZ2A/s1600-h/somdej_keschaiyo_6than_oktalod_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5445835914266814674" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 211px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S5N-6SbwKNI/AAAAAAAAAZs/F-e3MnjVZ2A/s400/somdej_keschaiyo_6than_oktalod_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;พระสมเด็จเกศไชโย 6 ชั้น อกตลอด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;1. พระเกศเป็นลำยาว ในพระสวยจัดๆตรงกลางโป่งออกบางๆคล้ายเปลวเทียว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;2. พระพักตร์ และพระศอคล้ายหัวไม้ขีดในองค์ชัดๆ ตรงกลางพระพักตร์ จะเห็นเป็นสันนูน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;3. วงแขนหักโค้งเบาๆพองาม แลคล้ายถ้วยไวน์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;4. พระอุระ + พระอุทร แลรวมๆคล้ายซี่ฟัน สังเกตให้ดี พระอุทรแลคล้ายรากฟันแต่จะไหวพริ้ว อ่อนช้อย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;5. กรอบกระจกด้านข้างองค์พระ โดยมากจะไม่เรียบ แต่จะเป็นแอ่งท้องช้างบางๆ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;6. ใต้กรอบกระจก ในองค์ชัดๆจะเห็นเส้นทิว ยาวบางๆ 2-3 เส้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;7. การแตกลายงา จะเป็นเหลี่ยมมากกว่าการแตกยิบแบบชามสังกะโลก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตำหนิเอกลักษณ์&lt;br /&gt;ด้านหลัง&lt;br /&gt;1. ขอบพระโดยมากจะมน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;2. รอยแตกรายงามักปรากฏที่ขอบพระ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;3. ผิวจะลื่นเนียน คล้ายหินสบู่ไม่สากมือ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-1395699321284630973?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/1395699321284630973/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/1395699321284630973'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/1395699321284630973'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='พระสมเด็จวัดเกศไชโยวรวิหาร จ.อ่างทอง'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S5OCFC33_fI/AAAAAAAAAaE/m6APDPD6z0A/s72-c/3054.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-8505968641469739931</id><published>2010-02-23T00:43:00.000-08:00</published><updated>2010-02-23T01:37:35.703-08:00</updated><title type='text'>พระสมเด็จบางขุนพรหม</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OdGnwSkiI/AAAAAAAAAU8/A9UPEiEdYqA/s1600-h/somdej_bangkhunphrom_prathan_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441365511869993506" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 203px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OdGnwSkiI/AAAAAAAAAU8/A9UPEiEdYqA/s400/somdej_bangkhunphrom_prathan_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ดังที่ทราบโดยทั่วไปว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมฺรังษี) ได้สร้างพระสมเด็จวัดระฆังที่ดังและประมาณค่ามิ ได้ และยังเป็นหนึ่งในเบญจภาคีชุดใหญ่ โดยให้สมเด็จวัดระฆังเป็นจักรพรรดิ์พระเครื่อง โดยพุทธคุณมิต้องพูดถึงเพราะ ยอดเยี่ยมในทุกๆ ด้าน และยังเป็นที่ต้องการของประชาชนทั่วไป &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;และอีกวัดหนึ่งที่ท่านไปสร้างไว้ในจังหวัดอ่างทองคือ สมเด็จวัดเกษไชโย ท่านสร้างเพื่ออุทิศให้แก่บิดามารดาของท่านและเป็นที่นิยมมากเช่นกัน วัดที่สามดังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ คือสมเด็จบางขุนพรหม ซึ่งเป็นพระเนื้อผงเช่นเดียวกับวัดระฆังและวัดไชโย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ประวัติการสร้างพระสมเด็จบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส)บางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เสมียนตราด้วง ท่านเป็นต้นสกุล ธนโกเศศ เป็นคหบดีผู้มั่งคั่งย่านบางขุนพรหม และจากหน้าประวัติของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ผู้ประติมากรรมพระสมเด็จวัดระฆัง อันมีค่านิยมสูงจนรั้งตำแหน่งราชาแห่งพระเครื่องมาโดยตลอดนั้น ท่านเสมียนตราด้วง ท่านได้ปวารณาตัวเป็นโยมอุปัฏฐากและรับใช้ใกล้ชิดในท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ พระองค์นั้นอย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดมาทุกยุคทุกสมัย แต่ครั้งท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังเป็นสามเณร และได้จำเริญสมณศักดิ์จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณสถาปนาเป็นที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ จนกระทั่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านชราภาพ ชนม์มายุได้ ๘๔ ปี จึงได้ลาจากสมณศักดิ์ยกขึ้นเป็นกิตติมศักดิ์ ท่านได้จึงมาพักผ่อนและแสวงหาความสงบวิเวกอยู่ ณ ที่วัดบางขุนพรหม กำกับดูแลช่างเขียนภาพประวัติส่วนตัวของท่านและควบคุมช่างก่อสร้างพระศรีอริยเมตไตรย&lt;/span&gt; &lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อีกด้วยวัดบางขุนพรหมในอดีตนั้นเป็นวัดที่มีอาณาเขตที่กว้างขวางมากวัดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านกลับมาพักผ่อนเป็นที่สำราญอารมณ์อยู่นั้น ได้มีชาวบ้านในย่านบางขุนพรหมได้นำเอาที่ดินอันเป็นเรือกสวนไร่นามาถวายท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ แล้วรวมเป็นที่ดินของวัดบางขุนพรหม และเพื่อให้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างพระหลวงพ่อโต เมื่อรวมที่ดินของวัดบางขุนพรหมแล้วมีอาณาเขตกว้างขวาง ทิศตะวันตกจดแม่น้ำเจ้าพระยา ทางทิศเหนือจดคลองเทเวศร์ ทิศตะวันออกถึงบ้านพานบ้านหล่อพระนครครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ ทรงพิจารณาเห็นความจำเป็นในการถมนาเพื่อความเจริญของบ้านเมือง จึงทรงมีพระราชดำริให้ตัดถนนวิสุทธิ์กษัตริย์ผ่านกลางวัดบางขุนพรหม จึงทำให้วัดบางขุนพรหมต้องแยกออกเป็นสองวัด คือ วัดบางขุนพรหมใน หรือ วัดใหม่อมตรส ในปัจจุบัน และวัดบางขุนพรหมนอก คือวัดอินทรวิหาร อันเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต (พระศรีอริยเมตไตรย) และเมื่อทางราชการได้ตัดถนนสามเสนก็ได้แบ่งที่ดินของวัดบางขุนพรหมออกไปอีกส่วนหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วัดบางขุนพรหมเป็นวัดเก่าแก่มีมาแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี และเป็นวัดที่สร้างอยู่บนที่ดอนห้อมล้อมไปด้วยเรือกสวนและไร่นา เข้าใจว่าเป็นวัดที่ประชาชนในละแวกนั้นช่วยกันสร้างและบูรณะสืบต่อๆ กันมา เมื่อปีจอ พุทธศักราช ๒๓๒๑ เจ้าอินทรวงศ์ราชโอรสในพระเจ้าธรรมเทววงศ์ ผู้ครองนครศรีสัตนาครหุตได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี ต่อมาครั้นสร้างกรุงเทพมหานครเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าวัดบางขุนพรหมไม่เคยได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เลยสักครั้งเดียว สิ่งก่อสร้างต่างๆ ได้ปรักหักพังลง สืบต่อมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ เสมียนตราด้วง พร้อมกับชาวบ้านในย่านบางขุนพรหมและท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้ร่วมใจกันบริจาคจตุปัจจัยไทยธรรมจัดการสร้าง และซ่อมแซมวัดบางขุนพรหมขึ้นมาใหม่ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นอกจากนั้นแล้วยังได้จัดสร้างพระมหาเจดีย์องค์ใหญ่ประดิษฐานไว้ที่หน้าวัดบางขุนพรหมเป็นพิเศษอีกด้วย เมื่อดำเนินการสร้างพระมหาเจดีย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว การสร้างพระเจดีย์ครั้งนี้ มีการสร้างทั้งพระเจดีย์องค์ใหญ่ เพื่อบรรจุพระ ตามโบราณคติของการสร้างมหากุศล ในอันที่จะสืบทอดพระศาสนา และสร้างเจดีย์องค์เล็กเพื่อบรรจุอัฐิบรรพบุรุษ เมื่อก่อสร้างศาสนสถานเสร็จแล้ว เสมียนตราด้วง ได้เข้าไปกราบของอนุญาต สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่เคารพอย่างยิ่งของประชาชนในยุคนั้น ทำการสร้างพระเครื่องเพื่อบรรจุในพระเจดีย์องค์ใหญ่ ณ วัดใหม่อมตรส ที่ตนได้สร้างพึ่งแล้วเสร็จ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;......สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) ทรงประทานอนุญาต และมอบผงวิเศษ ที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของท่านส่วนหนึ่ง ไปเป็นส่วนผสมในการสร้างในครั้งนี้ และได้ทำการปลุกเสกพระที่สร้างขึ้นใหม่นี้ ตามคำอาราธนาของเสมียนตราด้วง จากนั้นจึงนำพระที่ผ่านการปลุกเสกโดยสมเด็จฯท่านทุกองค์ ไปบรรจุลงในเจดีย์องค์ใหญ่ .&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;.....สำหรับพระเนื้อผงที่สร้างในกิจครั้งนี้ เป็นพระเนื้อผงแก่ปูนขาว รูปทรงสี่เหลี่ยม ตามแบบของพระสมเด้จวัดระฆัง ที่สร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) ซึ่งเป็นการสร้างไปแจกไป หากแต่พระที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ เป็นพระที่สร้างขึ้นมาเพื่อบรรจุลงในกรุหรือเจดีย์ทั้งสิ้น โดยมีจำนวนการสร้าง ตามคตินิยมเท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ คือ ๘๔,๐๐๐ องค์ และได้มีการเรียกชื่อพระเครื่องดังกล่าวนี้ว่า พระสมเด็จบางขุนพรหม &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ต่อมาในชั้นหลัง ตามชื่อตำบลที่ตั้งของเจดีย์ซึ่งบรรจุลงในพระเจดีย์องค์ใหญ่ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;......อายุของพระสมเด็จบางขุนพรหมจึงไม่ห่างจากสมเด็จวัดระฆังมากนัก แต่เนื่องจากช่างผู้แกะพิมพ์พระ ต่างกลุ่มกันกับช่างผู้แกะพิมพ์สมเด็จวัดระฆัง ดังนั้นพิมพ์ต่างๆของสมเด็จบางขุนพรหม จึงมีความแตกต่างจากสมเด็จวัดระฆัง แต่ด้วยช่างทั้ง ๒ กลุ่ม เป็นช่างยุคเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นสกุลช่างศิลปเดียวกัน และได้มีการสร้างที่อาศัยต้นแบบเค้าโครงเดียวกัน ดังนั้นพระเครื่องทั้งสองวัดจึงมีองค์ประกอบศิลปะที่สอดคล้องคล้ายคลึงกัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;......พระสมเด็จบางขุนพรหม ได้มีการจำแนกออกเป็นพิมพ์ใหญ่ๆ ได้ทั้งหมด ๙ พิมพ์คือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;1. พิมพ์ใหญ่ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OdGnwSkiI/AAAAAAAAAU8/A9UPEiEdYqA/s1600-h/somdej_bangkhunphrom_prathan_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441365511869993506" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 203px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OdGnwSkiI/AAAAAAAAAU8/A9UPEiEdYqA/s400/somdej_bangkhunphrom_prathan_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;2. พิมพ์เส้นด้าย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4Odmt_VAtI/AAAAAAAAAVE/6uLvsa5oHO8/s1600-h/somdej_bangkhunphrom_sendai_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441366063299494610" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 196px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4Odmt_VAtI/AAAAAAAAAVE/6uLvsa5oHO8/s400/somdej_bangkhunphrom_sendai_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;3. พิมพ์ทรงเจดีย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OdzShJmnI/AAAAAAAAAVM/VZdT3ui-_GY/s1600-h/somdej_bangkhunphrom_chedi_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441366279263459954" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 204px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OdzShJmnI/AAAAAAAAAVM/VZdT3ui-_GY/s400/somdej_bangkhunphrom_chedi_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;4. พิมพ์เกศบัวตูม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OeJrCpiVI/AAAAAAAAAVU/chgRKzxXWWw/s1600-h/somdej_bangkhunphrom_lotus_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441366663803537746" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 203px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OeJrCpiVI/AAAAAAAAAVU/chgRKzxXWWw/s400/somdej_bangkhunphrom_lotus_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;5. พิมพ์ฐานแซม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OeVzEAtVI/AAAAAAAAAVc/Z0ZYqx4_xbU/s1600-h/somdej_bangkhunphrom_thansam_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441366872115164498" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 199px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OeVzEAtVI/AAAAAAAAAVc/Z0ZYqx4_xbU/s400/somdej_bangkhunphrom_thansam_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;6. พิมพ์สังฆาฎิ (จะมี2พิมพ์ ไม่มีหู กับมี)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4Oegh_WcrI/AAAAAAAAAVk/xf6_ro5saik/s400/somdej_bangkhunphrom_sangkhati_ne_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441367953891822498" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OfUw_qi6I/AAAAAAAAAV0/oiQYOBB0BC4/s400/somdej_bangkhunphrom_sangkhati_we_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;7. พิมพ์อกครุฑ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OfnX_AiuI/AAAAAAAAAV8/Tj_bXptMiQo/s1600-h/somdej_bangkhunphrom_okkrudh_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441368273595697890" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 192px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OfnX_AiuI/AAAAAAAAAV8/Tj_bXptMiQo/s400/somdej_bangkhunphrom_okkrudh_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;8. พิมพ์ฐานคู่ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4Ofu4Px19I/AAAAAAAAAWE/N0EJqGL5yxE/s1600-h/somdej_bangkhunphrom_thankhu_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441368402515056594" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 176px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4Ofu4Px19I/AAAAAAAAAWE/N0EJqGL5yxE/s400/somdej_bangkhunphrom_thankhu_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;9. พิมพ์ปรกโพธิ์&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4Of3MI7QWI/AAAAAAAAAWM/un3Dgv8nIOE/s1600-h/somdej_bangkhunphrom_prokbodhi_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441368545293975906" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 189px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4Of3MI7QWI/AAAAAAAAAWM/un3Dgv8nIOE/s400/somdej_bangkhunphrom_prokbodhi_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;*พิมพ์ของ พระสมเด็จบางขุนพรหม ใ มีจำนวนพิมพ์มากกว่า สมเด็จวัดระฆัง 4 พิมพ์ คือ เส้นด้าย ฐานคู่ สังฆาฏิ และอกครุฑ*&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;พระสมเด็จบางขุนพรหม ได้ถูกเปิดกรุอย่างไม่เป็นทางการถึง ๓ ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ครั้งแรก ในปี พ.ศ.๒๔๒๕&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ครั้งที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;.....พระสมเด็จที่ได้มาจากกรุ ทั้ง ๓ ครั้งนี้ เราเรียกโดยรวมว่า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;พระสมเด็จบางขุนพรหมกรุเก่า &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;.ซึ่งลักษณะของวรรณะ(ผิว) ขององค์พระที่เกลี้ยงเกลา มีคราบกรุจับอยู่น้อย เนื้อค่อนข้างหยาบกว่าพระที่ขุดในชั้นหลังเล็กน้อย และส่วนใหญ่จะไม่มีคราบฟู หรือเม็ดกรวดทรายจับอยู่บนองค์พระ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;.....หลังจากทำการเปิดกรุในยุคแรกไปแล้ว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้มีการลักลอบขุดเจาะเจดีย์ เพื่อนำพระออกมาอยู่ตลอดเวลา แม้จะมีมาตรการป้องกันจากทางวัด จนกระทั่งทางวัดใหม่อมตรสมีการประกาศเปิดกรุอย่างเป็นทางการ เพื่อนำพระออกมาจากพระเจดีย์ทั้งหมดโดยเชิญ พลเอกประภาส จารุเสถียร เป็นประธานในพิธีเปิดกรุดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๐ พระที่นำออกมาครั้งนี้เรียกว่า พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;......พระที่ได้ในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นพระเนื้อละเอียดแก่ปูน มีคราบกรุ และคราบเต้าหู้เกาะเป็นชั้นๆ จับหนา (ซึ่งคราบขี้กรุที่จับอยู่บนองค์พระเหล่านี้ เกิดจากความชื้นทำปฏิกิริยากับปูนขาว เกิดเป็นฟอสเฟตเกาะติดบนองค์พระ เนื่องจากพระที่พบ เป็นพระบรรจุอยู่ตรงส่วนฐานขององค์พระเจดีย์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีน้ำท่วมขังอยู่เสอม นอกจากนี้การลักลอบนำพระออกจากกรุวิธีหนึ่ง คือการเทน้ำลงในเจดีย์ที่บรรจุพระ เพื่อให้แรงน้ำที่เขาเทลงไป ทำให้พระกระเด็นขึ้นมาติดสายเบ็ดที่ปลายมีดินเหนียว แล้วนำพระขึ้นมาจากกรุ แต่ทิ้งน้ำไว้ในกรุ จนส่งผลให้พระที่เหลือเปียกชื้นแฉะจนเกิดมีคราบจับหนา พระจำนวนมากที่เกาะติดกันเป็นก้อนไม่สามารถแกะออกจากกันได้ และจำนวนไม่น้อยที่หักเสียหาย จากการกระทำดังกล่าว คงเหลือพระที่มีสภาพดีโดยประมาณ ๓,๐๐๐ องค์) ติดสนิทแน่นเป็นเนื้อเดียวกับองค์พระและทางวัดได้นำพระออกให้บูชา เพื่อหารายได้มาบูรณะวัดฯ โดยมีอัตราทำบุญตั้งแต่ ๕๐๐ - ๒,๐๐๐ บาท ตามสภาพพระ ซึ่งนับว่ามีราคาสูงมากในยุคนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;......พระสมเด็จบางขุนพรหม เป็นพระที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองรองจากพระสมเด็จวัดระฆัง ในตระกูลพระสมเด็จทั้งสามวัด ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) ได้มีส่วนสำคัญในการสร้าง ซึ่งพระสมเด็จทั้งสามวัดนี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยมสูงมาก มีราคาแพง หายาก และได้รับความศรัทธาจากประชาชนว่ามีพุทธานุภาพศักดิ์สิทธิ์ ไม่น้อยไปกว่ากัน ที่มีพุทธคุณสูงทางเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดนิรันตราย และหลายคนยังเชื่อส่วนตัวว่า นำพระมาขูดผงผสมดื่ม สามารถรักษาโรคต่างฯ ได้เป็นอย่างดี พระมหาเจดีย์ที่วัดบางขุนพรหม ตอนเปิดกรุ ได้พบ พิมพ์แบบเดียววัดระฆังเนื้อหาวัดระฆังแต่มีคราบกรุจึงเรียก พระสองคลอง และมีการนำชิ้นส่วนที่แตกหักมาสร้างเป็น สมเด็จปี09&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-8505968641469739931?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/8505968641469739931/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_23.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/8505968641469739931'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/8505968641469739931'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_23.html' title='พระสมเด็จบางขุนพรหม'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S4OdGnwSkiI/AAAAAAAAAU8/A9UPEiEdYqA/s72-c/somdej_bangkhunphrom_prathan_s.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-7195344135225822728</id><published>2010-02-15T02:07:00.000-08:00</published><updated>2011-04-22T08:31:07.430-07:00</updated><title type='text'>พระสมเด็จจิตรลดา</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3kfdEoOXxI/AAAAAAAAAOk/Ho9jp3wZtGY/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸ªà¸¡à¹€à¸”à¹‡à¸ˆà¸ˆà¸´à¸•à¸£à¸¥à¸”à¸²+2508.jpg"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; DISPLAY: block; HEIGHT: 161px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5438412609345707794" border="0" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3kfdEoOXxI/AAAAAAAAAOk/Ho9jp3wZtGY/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%B2+2508.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน (หรืออาจเรียกว่า สมเด็จจิตรลดา, พระจิตรลดา)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เป็น พระเครื่อง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง พระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508 - 2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 2500 องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง มีเอกสารส่วนพระองค์ (ใบกำกับพระ) ซึ่งแสดงชื่อ นามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์ และภาพ พระสมเด็จ จิตรลดา (เป็นภาพพระของเพื่อนคนหนึ่งคนใดที่ได้รับพระราชทานในคราวเดียวกัน) โดยทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า "ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมาแล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ" ดังเช่นในเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุด ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเมื่อ พ.ศ. 2514 &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกแบบ พระสมเด็จ จิตรลดา ด้วยพระองค์เอง โดยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลจำเพาะ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พระสมเด็จจิตรลดา เป็น พระเครื่อง ทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขอบองค์พระด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เฉียงป้านออกสู่ด้านหลังเล็กน้อย มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;พิมพ์เล็ก กว้าง 1.4 เซนติเมตร สูง 2.1 เซนติเมตร หนา 0.5 เซนติเมตร &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2.2 เซนติเมตร สูง 3.2 เซนติเมตร หนา 0.5 - 1 เซนติเมตร&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระปางสมาธิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พระพักตร์ทรงผลมะตูม องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ดอกบัว ประกอบด้วย กลีบบัวบานทั้ง 9 กลีบ และเกสรดอกบัว อยู่ในกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มีลักษณะละม้ายคล้ายกับพระพุทธนวราชบพิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานประจำทุกจังหวัดและหน่วยทหาร แต่ต่างกันที่ พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระปางมารวิชัย &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จจิตรลดา มีหลายสี ตามรุ่นที่ผลิต ได้แก่ สีน้ำตาล สีน้ำตาล-อมเหลือง สีน้ำตาล-อมแดงคล้ายเทียน สีดำอมแดง หรือ สีดำอมเขียว มีทั้งสีเข้มและอ่อน &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ส่วนประกอบพระสมเด็จจิตรลดามวลสารของพระสมเด็จจิตรลดา ประกอบด้วยเรซิน และผงพระพิมพ์ โดยทรงนำมาบดเป็นผง รวมกับเส้นพระเจ้า คลุกกับกาวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกดเป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ โดยทรงใช้เวลาตอนดึกหลังทรงงาน มีเจ้าพนักงาน 1 คน คอยถวายพระสุธารส และหยิบสิ่งของถวาย &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ผงพระพิมพ์ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ส่วนที่ 1 ส่วนในพระองค์ ประกอบด้วย ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระตลอดเทศกาล เส้นพระเจ้า ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรง พระเครื่อง ใหญ่ทุกครั้ง ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคล สี ซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์ ชันและสี ซึ่งทรงขูดจากเรือใบไมโครมด เป็นเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ส่วนที่ 2 วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ประกอบด้วย วัตถุที่ได้มาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชาในแต่ละจังหวัด ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาจากพระอารามหลวงที่สำคัญ ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย และประเทศศรีลังกาซึ่งสมณทูตได้ถวายเก็บไว้ในเจดีย์ที่วัดเสด็จ จังหวัดปทุมธานี ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากทุกจังหวัดในประเทศไทย เช่น จากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ น้ำจากบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และ น้ำอภิเษก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;แหล่งของผงพระพิมพ์ พระสมเด็จจิตรลดา &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;มวลสารทุกจังหวัด&lt;br /&gt;เมื่อปี พุทธศักราช 2508 ประเทศไทย มี 71 จังหวัด ดังนี้ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พระนคร (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร) ได้แก่ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ธนบุรี (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร) ได้แก่ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พระนครศรีอยุธยา ได้แก่ วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา วัดพนัญเชิง วัดสวนหลวงสบสวรรค์ วิหารพระมงคลบพิตร &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ลพบุรี ได้แก่ ศาลพระกาฬ ศาลลูกศร (ปัจจุบันคือ ศาลหลักเมืองลพบุรี ) พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สิงห์บุรี ได้แก่ วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ วัดโพธิ์เก้าต้น (บ้านบางระจัน) วัดสิงห์ (ปัจจุบันชื่อ วัดสิงห์สุทธาวาสตำบลโพสังโฆ อำเภอค่ายบางระจัน) พระนอนจักรสีห์ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร (ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อ่างทอง ได้แก่ วัดไชโยวรวิหาร (ตำบลไชโย อำเภอไชโย) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สระบุรี ได้แก่ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร วัดพระพุทธฉาย (อำเภอพระพุทธบาท) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ปทุมธานี ได้แก่ วัดเสด็จ (เดิมชื่อ วัดสร้อยทอง อำเภอเมืองปทุมธานี) ผงอิทธิเจและผงปถมํของพระครูสาทรพัฒนกิจ (วัดเสด็จ ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นนทบุรี ได้แก่ วัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สมุทรปราการ ได้แก่ วัดพระสมุทรเจดีย์ ศาลหลักเมืองสมุทรปราการ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ราชบุรี ได้แก่ วัดมหาธาตุ (อำเภอเมืองราชบุรี) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นครปฐม ได้แก่ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สุพรรณบุรี ได้แก่ วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ วัดสนามชัย (ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี) สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ (ตำบลสระแก้ว) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;กาญจนบุรี ได้แก่ วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร อำเภอท่ามะกา วัดท่ากระดาน (อำเภอศรีสวัสดิ์) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เพชรบุรี ได้แก่ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระนครคีรี พระธาตุจอมเพชร ศาลหลักเมืองเพชรบุรีหลังเก่า พระปรางค์วัดมหาธาตุ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ พระบรมสารีริกธาตุบนยอดเขาช่องกระจก วัดเขาช่องกระจก ปัจจุบันชื่อ วัดธรรมมิการามวรวิหาร &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สมุทรสาคร ได้แก่ ศาลหลักเมืองสมุทรสาคร ศาลพันท้ายนรสิงห์ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สมุทรสงคราม ได้แก่ วัดเพชรสมุทร (เดิมชื่อวัดบ้านแหลม) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อุทัยธานี ได้แก่ วัดสังกัสรัตนคีรี (อำเภอเมืองอุทัยธานี) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ชัยนาท ได้แก่ วัดพระบรมธาตุวรวิหาร (ตำบลชัยนาท) วัดธรรมามูล ปัจจุบันชื่อ วัดธรรมามูลวรวิหาร) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ชลบุรี ได้แก่ พระพุทธรูปพระพุทธสิหิงค์จำลอง วัดป่า จังหวัดชลบุรี (ปัจจุบันชื่อ วัดอรัญญิกาวาส) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ฉะเชิงเทรา ได้แก่ พระพุทธรูปพระพุทธโสธร วัดโสธรวราราม ศาลหลักเมืองฉะเชิงเทรา &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ระยอง ได้แก่ ศาลหลักเมืองระยอง ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ตราด ได้แก่ ศาลหลักเมืองตราด วัดบุปผาราม &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;จันทบุรี ได้แก่ ศาลหลักเมืองจันทบุรี ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระพุทธบาทเขาคิชกูฏ น้ำในคลองนารายณ์บริเวณหน้าน้ำตกเขาสระบาป คลองสระบาป (อำเภอเมืองจันทบุรี) น้ำจากสระแก้ว (ตำบลพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นครนายก ได้แก่ ศาลหลักเมืองนครนายก พระพุทธบาทจำลอง วัดเขานางบวช (ตำบลสาริกา) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ปราจีนบุรี ได้แก่ วัดต้นศรีมหาโพธิ์ (อำเภอศรีมหาโพธิ์) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ลำปาง ได้แก่ วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดพระแก้วดอนเต้า (เดิมชื่อ วัดพระธาตุดอนเต้า ปัจจุบันชื่อ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ) วัดพระธาตุเสด็จ ศาลหลักเมืองลำปาง ศาลเจ้าพ่อประตูผา ศาลเจ้าพ่อหมอก &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;แม่ฮ่องสอน ได้แก่ พระธาตุดอยกองมู&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เชียงราย ได้แก่ วัดพระธาตุดอยตุงปัจจุบันชื่อ วัดพระมหาชินธาตุเจ้า (ดอยตุง) (อำเภอแม่สาย) วัดพระธาตุจอมกิตติ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เชียงใหม่ ได้แก่ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (อำเภอจอมทอง) พระธาตุดอยสุเทพ พระพุทธสิหิงค์ ศาลหลักเมืองเชียงใหม่ วัดเจดีย์เจ็ดยอด (ปัจจุบันชื่อ วัดโพธารามมหาวิหาร) ที่ตั้งค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (อำเภอฝาง) อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;น่าน ได้แก่ พระเจ้าทองทิพย์ (พระพุทธรูป) วัดสวนตาล พระธาตุแช่แห้ง พระธาตุเขาน้อย &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ลำพูน ได้แก่ วัดพระบรมธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร วัดจามเทวี (เดิมชื่อ วัดกู่กุด) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;แพร่ ได้แก่ ศาลหลักเมืองแพร่ พระธาตุช่อแฮ พระธาตุปูแจ พระธาตุจอมแจ้ง วัดพระธาตุจอมแจ้ง (อำเภอเมืองแพร่) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ตาก อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พิษณุโลก ได้แก่ พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สุโขทัย ได้แก่ วัดมหาธาตุ (อำเภอเมืองสุโขทัย) พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร น้ำบ่อทอง น้ำบ่อแก้ว อำเภอศรีสัชนาลัย วัดต้นจันทร์ (ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;กำแพงเพชร ได้แก่ วัดพระบรมธาตุ (ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พิจิตร ได้แก่ พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;เพชรบูรณ์ ได้แก่ วัดไตรภูมิ ศาลหลักเมืองเพชรบูรณ์ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นครสวรรค์ ได้แก่ วัดวรนาถบรรพต (วัดเขากบ) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อุตรดิตถ์ ได้แก่ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ (เดิมชื่อ วัดมหาธาตุ อุตรดิตถ์ ตั้งอยู่บ้านพระแท่น ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล) วัดพระบรมธาตุ วัดท่าถนน (พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นครราชสีมา ได้แก่ ศาลหลักเมืองนครราชสีมา อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ปราสาทหินพิมาย วัดศาลาทอง วัดพนมวันท์ ปราสาทหินพนมวัน ศาลเจ้าแม่บุ่งตาหลัว ศาลเจ้าพ่อไฟ ศาลเจ้าพ่อวัดแจ้ง ศาลเจ้าพ่อพระยาสี่เขี้ยว &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ชัยภูมิ ได้แก่ พระปรางค์กู่ พระธาตุกุดจอก (อำเภอเกษตรสมบูรณ์) พระธาตุหนองสามหมื่น (อำเภอภูเขียว) พระพุทธรูปพระเจ้าองค์ตื้อ เขาภูพระ วัดศิลาอาส์น (ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง) เจ้าพ่อพญาแล (อำเภอเมือง) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;บุรีรัมย์ ได้แก่ ปราสาทเขาพนมรุ้ง (อำเภอประโคนชัย) ปราสาทเมืองต่ำ (อำเภอประโคนชัย) ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ ศาลเทพารักษ์ เจ้าพ่อวังกรูด (อำเภอสตึก) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สุรินทร์ ได้แก่ พระพุทธรูปหลวงพ่อพระชีว์ วัดบูรพาราม &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ศรีสะเกษ ได้แก่ วัดมหาพุทธาราม ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อุบลราชธานี ได้แก่ วัดมหาวนาราม พระเจ้าอินทร์แปลง (พระพุทธรูป) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;อุดรธานี ได้แก่ ศาลเทพารักษ์ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ศาลหลักเมืองอุดรธานี วัดมัชฌิมาวาส จังหวัดอุดรธานี &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;หนองคาย ได้แก่ พระธาตุบังพวน พระพุทธรูปหลวงพ่อใส วัดโพธิ์ชัย เลย ได้แก่ พระธาตุศรีสองรักษ์ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สกลนคร ได้แก่ พระธาตุเชิงชุม วัดพระธาตุเชิงชุม &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นครพนม ได้แก่ พระธาตุพนม ศาลหลักเมืองนครพนม &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ขอนแก่น ได้แก่ พระธาตุขามแก่น (ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;มหาสารคาม ได้แก่ ศาลหลักเมืองมหาสารคาม&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ร้อยเอ็ด ได้แก่ ปรางค์กู่ (อำเภอธวัชบุรี) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;กาฬสินธุ์ ได้แก่ ศาลหลักเมืองกาฬสินธุ์ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ชุมพร ได้แก่ ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หาดทรายรี &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นครศรีธรรมราช ได้แก่ พระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สุราษฎร์ธานี ได้แก่ พระบรมธาตุไชยา &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ระนอง ได้แก่ วัดอุปนันทาราม (เดิมชื่อ วัดด่าน) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;กระบี่ ได้แก่ ถ้ำพระ เขาขนาบน้ำ (ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พังงา ได้แก่ ศาลหลักเมืองพังงา เทวรูปพระนารายณ์ วัดนารายณิการาม (ตำบลเหล อำเภอกะปง) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ภูเก็ต ได้แก่ พระพุทธบาท เกาะแก้ว หน้าหาดราไว วัดพระทอง (เดิมชื่อ วัดพระผุด) (อำเภอถลาง) อนุสาวรีย์พระสงฆ์หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง (ปัจจุบันชื่อ วัดไชยธาราราม) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สงขลา ได้แก่ วัดชัยมงคล วัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา (เดิมชื่อ วัดเลียบ) วัดพะโคะ (ปัจจุบันชื่อ วัดราชประดิษฐาน) (อำเภอสทิงพระ) ศาลหลักเมืองสงขลา &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ตรัง ได้แก่ วัดถ้ำเขาสาย (ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด) วัดถ้ำคีรีวิหาร (ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด) พระพุทธรูปพระว่านศักดิ์สิทธิ์ วัดถ้ำพระพุทธ (ตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พัทลุง ได้แก่ พระธาตุ วัดแตระ วัดเขียนบางแก้ว (อำเภอเขาชัยสน)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;สตูล ได้แก่ วัดชนาธิปเฉลิม (เดิมชื่อ วัดมำบัง) วัดสตูลสันตยาราม (ตำบลพิมาน) วัดหน้าเมือง (ตำบลคลองขุด) วัดดุลยาราม (ตำบลฉลุง) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ปัตตานี ได้แก่ ศาลหลักเมืองปัตตานี วัดช้างให้ ปัจจุบันชื่อ วัดราษฎร์บูรณะ (อำเภอโคกโพธิ์) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ยะลา ได้แก่ วัดคูหาภิมุข ศาลหลักเมืองยะลา &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;นราธิวาส ได้แก่ วัดพระพุทธ (อำเภอตากใบ) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;พระสมเด็จจิตรลดา สำหรับเด็กพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทำพระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์เล็ก สำหรับพระราชทานให้เด็ก มีทั้งสิ้นประมาณ 40 องค์ โดยสี่องค์แรก พระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ทั้งสี่พระองค์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-7195344135225822728?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/7195344135225822728/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_5409.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/7195344135225822728'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/7195344135225822728'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_5409.html' title='พระสมเด็จจิตรลดา'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3kfdEoOXxI/AAAAAAAAAOk/Ho9jp3wZtGY/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%B2+2508.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-1367361642791464406</id><published>2010-02-15T01:59:00.000-08:00</published><updated>2011-04-22T08:31:41.800-07:00</updated><title type='text'>พระสมเด็จจิตรลดา</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3kcLmgc7SI/AAAAAAAAAOU/q6C1N0iTJe4/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸ªà¸¡à¹€à¸”à¹‡à¸ˆà¸ˆà¸´à¸•à¸£à¸¥à¸”à¸²+2508.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; DISPLAY: block; HEIGHT: 161px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5438409010667384098" border="0" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3kcLmgc7SI/AAAAAAAAAOU/q6C1N0iTJe4/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%B2+2508.jpg" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;font-size:180%;"&gt;พระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดิน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;font-size:180%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;ประวัติพระสมเด็จจิตรลดา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ณ ชั่วโมงนี้ พระสมเด็จจิตรดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน ถือว่าเป็นพระที่หายาก พอๆ กับพระชุดเบญจภาคี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความหายากนี้เอง ส่งผลให้ราคา เช่าชื้อล่าสุดสูงถึง ๑.๖ ล้านบาท นอกจากนี้แล้ว ใบกำกับพระ ก็มีการซื้อขายด้วย ในราคา ๗๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป หากถ้าเช่าทั้งพระ และใบรับรอง ราคาก็จะสูงขึ้นไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3kcmehd3jI/AAAAAAAAAOc/cqFOGlI_E_c/s1600-h/3.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 314px; DISPLAY: block; HEIGHT: 254px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5438409472380624434" border="0" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3kcmehd3jI/AAAAAAAAAOc/cqFOGlI_E_c/s320/3.jpg" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นพระเครื่องที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้าง แต่มิวายยังมีผู้ที่ไม่กลัวบาปกรรม กล้าทำของปลอมออกมาจำนวนมาก ซึ่งน่าจะเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะเป็นการแอบอ้างว่า เป็นพระของในหลวง ซึ่งถ้าเจอวางให้เช่าบูชาทั่วๆ ไป ให้เชื่อไว้ก่อนว่า เป็นพระเลียนแบบ หรือ พระปลอม นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จจิตรดา มีการไหลเวียนในตลาดค่อนข้างน้อยมาก แต่มีพระปลอมมากถึง ๙๐%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับความเป็นมาของ พระสมเด็จจิตรลดา นั้น ถือว่าเป็นพระพุทธรูปพิมพ์องค์เดียวที่สร้างในเมืองไทย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้าง แต่ไม่ได้มีพิธีพุทธาภิเษก เหมือนเช่น พระเครื่อง เหรียญ หรือวัตถุมงคลอื่นๆ ที่จะต้องผ่านพิธีพุทธภิเษกเสียก่อน เพื่อให้มีพุทธานุภาพ โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากวัดต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอธิษฐานพระบุญญาบารมีของพระองค์ท่าน ความมีศรัทธาปสาทะอย่างสุดซึ้ง ในพระบวรพุทธศาสนา และผลบุญกุศลที่พระองค์ทรง ตั้งมั่นอยู่ในการประกอบแต่กรรมดี ทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ช่วยดลบันดาลให้พระพุทธรูปพิมพ์ ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนั้นสูงสุดด้วยพระพุทธานุภาพ และกฤตยานุภาพ คุ้มครองให้คลาดแคล้วผองภัยพิบัติ อำนวยความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ได้นำไปบูชา ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา และประกอบแต่กรรมดี และอัญเชิญพระพุทธคุณด้วยพระราชหฤทัยอันมั่นคงในทศพิธราชธรรม ให้อยู่อย่างมั่นคงกับพระพุทธรูปพิมพ์องค์นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่ทรงเทพิมพ์ด้วยพระหัตถ์ ในยามดึกสงัดเพียงลำพังพระองค์เดียว มีเพียงเจ้าพนักงาน ๑ คน ที่คอยถวายสุธารส และคอยหยิบสิ่งของต่างๆ ถวายตามพระราชประสงค์ การผสมผงวัตถุมงคลจะทรงผสมให้พอดีที่จะพิมพ์ให้หมด ในแต่ละครั้งเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระพิมพ์นี้ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะมีพระราชกระแสรับสั่ง ให้ผู้รับพระราชทาน จงประพฤติปฏิบัติคุณงามความดีอยู่ในศีลธรรม และยึดมั่นในอำนาจแห่งพระพุทธคุณ ทรงกำชับให้เอาทองเปลวปิด ที่ด้านหลังขององค์พระก่อนนำไปบูชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะปิดทองให้ตั้งจิตเป็นสมาธิ อธิษฐาน ขอให้ความดีงามที่มีอยู่ในตัว จงดำรงอยู่ต่อไป และขอให้ยังความเป็นสิริมงคล จงบังเกิดแก่ตัวยิ่งขึ้น อีกทั้งให้ประสบแต่ความสุขความเจริญในทางที่ดีงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปิดทองด้านหลังองค์พระ คงเป็นเคล็ดบางอย่างที่ทรงมีพระราชดำริ ในการที่จะทรงปลูกฝังนิสัยให้ผู้รับพระราชทาน นำไปคิดเป็นทำนองว่า การที่บุคคลใดจะทำกุศลหรือ ประโยชน์สาธารณะใดๆ พึงมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยแท้จริง มิได้หวังลาภยศ ชื่อเสียงทำนองคติโบราณที่ว่า "ปิดทองหลังพระ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธรูปพิมพ์องค์นี้ ผู้รับพระราชทานได้ขนานนามกันเป็นภายในว่า "สมเด็จจิตรลดา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคำว่า "พระกำลังแผ่นดิน" นั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ขนานพระนามตามพระนามของพระองค์ท่านคือ "ภูมิพล" คำว่า "ภูมิ" แปลว่า "แผ่นดิน" คำว่า "พล" แปลว่า "กำลัง" จึงเป็นที่มาของพระนามองค์พระ "สมเด็จจิตรลดา" อีกพระนามหนึ่งว่า "พระกำลังแผ่นดิน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จจิตรลดา จะพระราชทานให้แก่เฉพาะข้าราชบริพาร ข้าราชการหลายระดับ แต่ทราบกันภายในว่า ไม่ทรงโปรดให้เป็นข่าวแพร่สะพัด ผู้ที่ได้รับพระราชทานส่วนใหญ่ถือเป็น "ของดีของสูง" และเป็น "ส่วนพระองค์" โดยแท้ จึงไม่มีใครกล้าปริปากบอกใครต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อเมื่อความศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธคุณของ สมเด็จจิตรลดา ได้ปรากฏออกมา ความดังนั้นก็เก็บไม่อยู่ พสกนิกรของพระองค์อีกจำนวนมาก ต่างก็กราบบังคมทูลขอพระราชทานอย่างไม่ขาด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สร้างขึ้นอีกจำนวนมาก นับเป็นพันๆ องค์ พระองค์ได้พระราชทานให้กับพสกนิกรผู้ประกอบแต่กรรมดี โดยมิได้เลือกชั้น วรรณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับตั้งแต่นักการเมือง นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ลงมาถึงระดับคนขับรถ คนทำสวน แม่ครัว และบรรดาข้าราชการทหารที่ออกไปร่วมรบในสมรภูมิต่างๆ เช่น เวียดนาม และลาว ผู้บังคับบัญชาในระดับสูง จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานให้แก่นายทหาร ตั้งแต่ชั้นสัญญาบัตร ลงมาถึงนายทหารชั้นผู้น้อย ในจำนวนที่ไม่มากนัก ซึ่งจะทรงมีพระราชวินิจฉัยด้วยพระองค์เองว่า จะมีพระบรมราชานุญาตหรือไม่ จำนวนเท่าใด แต่การขอพระราชทานจะต้องขอพระราชทานต่อพระองค์เท่านั้น จะไม่พระราชทานให้ผู้ใดที่ไม่ได้ขอพระราชทาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จจิตรลดา ทุกองค์ จะได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะมี ใบพระราชทาน (ใบกำกับพระพิมพ์) ขนาดกว้างประมาณ ๑๒.๗ ซม. ยาว ๑๕.๘ ซม. พื้นสีขาว ด้านบนมีภาพพิมพ์องค์ พระสมเด็จจิตรลดา ประกอบอยู่ แต่ไม่ใช่องค์ที่พระราชทานให้ ขนาดจะใหญ่กว่าองค์พระจริงเล็กน้อย สีน้ำตาลเข้ม เป็นเอกสารส่วนพระองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอกสารสำคัญฉบับนี้ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะแจ้งให้มารับภายหลัง จากวันที่ได้รับพระราชทานองค์พระ โดยไม่มีหมายกำหนดที่แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม มีการประมาณการว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้าง พระสมเด็จจิตรลดา พระพุทธรูปพิมพ์ไม่มากไปกว่า สามพันองค์ เนื่องจากแพทย์หลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำว่า พระองค์ทรงแพ้สารเคมีและผงฝุ่นบางชนิดในส่วนผมขององค์พระ ทำให้พระองค์ทรงพระประชวรด้วยพระโรคทางเดินหายใจบ่อยครั้ง ในช่วงหลังๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทั้งพระองค์ท่านทรงไม่อยากเห็นพสกนิกรผู้ปรารถนาในพระพุทธรูปพิมพ์ของพระองค์อีกจำนวนมาก จะต้องสิ้นทรัพย์มากเป็นหมื่นๆ อย่างขาดสติ เป็นเหยื่อของคนสิ้นคิด ซึ่งแอบทำพระพุทธรูปพิมพ์นี้ปลอมกันออกมามาก ในระยะนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นในราวปลายปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ จึงไม่ได้ทรงสร้างพระพุทธรูปพิมพ์นี้ โดยพระหัตถ์ของพระองค์เองอีกเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับความเป็นมาของการสร้าง พระสมเด็จจิตรลดา นั้น ในช่วงเวลาก่อนที่จะทรงมีพระราชดำริให้สร้าง พุทธนวราชบพิตร ในราวปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป กรมศิลปากร เข้ามาเป็นผู้แกะแม่พิมพ์พระพุทธรูปพิมพ์นี้ ในพระราชฐาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และได้ทรงตรวจพระพุทธศิลปฯ ของพระพุทธรูปพิมพ์องค์นี้ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธรูปพิมพ์ ที่แกะถวายนั้น เป็น พระพุทธรูปพิมพ์นั่งปางสมาธิแบบขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบานบน ๕ กลีบ ล่าง ๔ กลีบ รวมเป็น ๙ กลีบ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขนาดกว้าง ๒ ซม. สูง ๓ ซม.และองค์เล็กขนาดกว้าง ๑.๒ ซม. สูง ๑.๙ ซม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง โดยทรงใช้เวลาหลังจากทรงพระอักษร และทรงงานอันเป็นพระราชภารกิจในตอนดึก ประกอบด้วยผงมงคลอันศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ทั้งส่วนในพระองค์ และวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด ที่พุทธศาสนิกชนทั่วพระราชอาณาจักร ปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ คุณประมุข ไชยวรรณ ผู้จัดทำ หนังสือพระพิมพ์จิตรลดา พระพิมพ์ฝีพระหัตถ์ขององค์ประมุขของชาติ ซึ่งเป็นหนังสือที่มีคุณค่าต่อวงการ และผู้ศึกษาพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง มีความสมบูรณ์ทั้งภาพและเนื้อหา... หนังสือเล่มนี้นับเป็นหนังสือหายากอีกเล่มหนึ่ง &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-1367361642791464406?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/1367361642791464406/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_15.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/1367361642791464406'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/1367361642791464406'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_15.html' title='พระสมเด็จจิตรลดา'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3kcLmgc7SI/AAAAAAAAAOU/q6C1N0iTJe4/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%B2+2508.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-3394988950175502317</id><published>2010-02-06T01:54:00.000-08:00</published><updated>2010-02-06T02:07:25.562-08:00</updated><title type='text'>พระรอด วัดมหาวัน ลำพูน</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S209TtixMHI/AAAAAAAAAHQ/pBpEFXSOpq0/s1600-h/rod_mahawan_pimyai_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5435067734158291058" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 166px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S209TtixMHI/AAAAAAAAAHQ/pBpEFXSOpq0/s320/rod_mahawan_pimyai_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พุทธลักษณะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระรอด&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt; เป็นพระปางมารวิชัย มีฐานอยู่ใต้ที่นั่ง และมีผ้านิสีทนะ (ผ้านั่งปู) รองรับปูไว้บนฐานข้างหลังองค์พระมีลวดลายกระจัง ชาวพื้นเมืองเหนือเรียกกันว่า ใบโพธิ์ เพราะกระจังนั้นดูคล้ายๆใบโพธิ์มีกิ่งก้านไม่อยู่ในเรือนแก้ว พระพักตร์จะปรากฏพระเนตร (ตา) พระกรรณ (หู) ยาวลงมาเกือบจรดพระอังสะ (บ่าหรือไหล่) ทั้งสองข้าง ส่วนด้านหล้งนั้นไม่มีลวดลายอะไรนอกจากรอยนิ้วมือ เป็นเนื้อดินทั้งหมด บางองค์มีลักษณะนูนบ้างแบนบ้าง แบ่งลักษณะ แบบได้ 5 พิมพ์ทรง คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ และพิมพ์ตื้นนั้น มีลักษณะจุดตำหนิโดยรวมที่เป็นสัญลักษณ์ปรากฏทุกพิมพ์ ในพิมพ์ใหญ่ กลาง เล็ก เริ่มจากด้านบนของทั้งสามพิมพ์มีจุดโพธิ์ติ่ง ทั้งสามพิมพ์นี้มี 3 ใบ ปรากฏที่เหนือปลายเกศ และด้านข้างพระเศียร 2 ใบ กลุ่มใบโพธิ์แถวนอกจะใหญ่กว่าแถวใน และโพธิ์คู่ทั้ง 3 พิมพ์นี้มีระดับสูงเกือบเสมอกัน เส้นรอยพิมพ์แตกมีเฉพาะพิมพ์ใหญ่เท่านั้น มีรูปคล้ายตัวหนอนปรากฏเส้นข้างพระกรรณด้านซ้ายขององค์พระ เหนือเข่าด้านซ้ายขององค์พระมีเส้นน้ำตกเป็นเส้นนูนเล็กมาวาดจากใต้ข้อศอกพระรอดใต้ฐานชั้นบน เฉพาะพิมพ์ใหญ่มีฐาน 4 ชั้น พิมพ์กลาง เล็ก ต้อ ตื้น มีฐาน 3 ชั้น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์ตื้นมีเนื้อดินยื่นจากใต้ฐานล่างที่สุดเรียกว่า ฐาน 2 ชั้น พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อไม่มี กลุ่มโพธิ์แถวนอกของทุกพิมพ์จะคล้าย ๆ กันเพราะทำมาจากช่างคนเดียวกัน นอกจากนั้นพิมพ์ต้อกับพิมพ์ตื้นกลับไม่ค่อยมีใบโพธิ์ในพิมพ์ตื้นมีพื้นผนังโพธิ์แถวใน ใบโพธิ์ติดชิดกับองค์พระแล้วลาดเอียงลงที่กลุ่มโพธิ์แถวนอก ตรงแสกหน้ามีรอยพิมพ์แตกเป็นจุดสังเกต ในพิมพ์ต้อไม่ปรากฏโพธิ์แถวใน พื้นผิวติดองค์พระสูงลาดเอียงลงมา ที่กลุ่มโพธิ์แถวนอกเฉพาะตรงปลายเส้น ชี้นูนสูงที่สุดเป็นจุดสำคัญ นอกจากนี้ประการสำคัญที่สุดของพระรอด ที่ของปลอมจะทำเลียนแบบได้ยากคือ การจำรูปแบบพิมพ์ทรง และความเก่าของเนื้อเฉพาะพิมพ์ใหญ่จะปรากฏพระโอษฐ์ (ปาก) เม้มจู๋คล้ายปากปลากัด มีรอยหยักพับที่ริมฝีปากบนชัดเจนมาก เป็นจุดลับที่ควรสังเกตไว้ และกลุ่มโพธิ์แถวนอกของพิมพ์ใหญ่ด้านซ้าย ขององค์พระ มีระดับลาดเอียงเห็นได้ชัดเจนมาก เป็นจุดสังเกตที่ของปลอมจะทำได้ยาก &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;สามารถแบ่งได้ 5 พิมพ์ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;1. พิมพ์ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S209TtixMHI/AAAAAAAAAHQ/pBpEFXSOpq0/s1600-h/rod_mahawan_pimyai_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5435067734158291058" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 166px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S209TtixMHI/AAAAAAAAAHQ/pBpEFXSOpq0/s320/rod_mahawan_pimyai_s.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;2. พิมพ์กลาง&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2092pfInVI/AAAAAAAAAHY/_kAepPFAz9g/s1600-h/rod_mahawan_pimklang_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5435068334364728658" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 164px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2092pfInVI/AAAAAAAAAHY/_kAepPFAz9g/s320/rod_mahawan_pimklang_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;3. พิมพ์เล็ก&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S209_gSGqiI/AAAAAAAAAHg/uqxSJZFBXhk/s1600-h/rod_mahawan_pimlek_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5435068486512978466" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 176px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S209_gSGqiI/AAAAAAAAAHg/uqxSJZFBXhk/s320/rod_mahawan_pimlek_s.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;4. พิมพ์ต้อ&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S20-L4CtBEI/AAAAAAAAAHo/M2rJ3dGQL_o/s1600-h/rod_mahawan_pimtor_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5435068699049264194" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 173px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S20-L4CtBEI/AAAAAAAAAHo/M2rJ3dGQL_o/s320/rod_mahawan_pimtor_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;5. พิมพ์ตื้น&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S20-VBD1ynI/AAAAAAAAAHw/Zcl9iseRD-U/s1600-h/rod_mahawan_pimtuen_s.jpg"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S20-VBD1ynI/AAAAAAAAAHw/Zcl9iseRD-U/s1600-h/rod_mahawan_pimtuen_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5435068856088775282" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 163px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S20-VBD1ynI/AAAAAAAAAHw/Zcl9iseRD-U/s320/rod_mahawan_pimtuen_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; นอกจากนี้ยังมีสีสันและวรรณะต่างๆของพระรอด ซึ่งมีอยู่ ๖ สีด้วยกันคือ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;1. สีเขียว &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;2. สีพิกุล (สีเหลือง) &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;3. สีแดง &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;4. สีเขียวคราบเหลือง &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;5. สีเขียวคราบแดง &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;6. สีเขียวหินครก &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสีของพระรอดทั้ง 6 สี นี้เป็นสีของพระรอดทุกพิมพ์ทั้ง 5 พิมพ์จะมีสีสันวรรณะแตกต่างกันไป ตามสีทั้ง 6 และนอกเหนือจากทั้งสี 6 สี นี้พระรอดจะไม่มีสีอื่นๆ ไปโดยเด็ดขาด &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้พระรอดทุกพิมพ์ (ทั้ง 5 พิมพ์) พระกรรณ หรือใบหูของพระองค์ จะต้องติดชัดทุกพิมพ์ และฝ่าพระหัตต์ด้านขวา ที่วางคว่ำบนพระชานุ (เข่า) ด้านขวาจะต้องมี 6 พิมพ์ และทุกองค์ โดยเฉพาะองค์ที่มีความคมชัดจะเห็นได้ชัดเจน &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;พระรอดวัดมหาวัน พิมพ์ใหญ่ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;พระรอดพิมพ์นี้ต้องเรียกว่าพิมพ์ใหญ่ ก็เพราะว่า ลักษณะขององค์พระจะมีฐาน 4 ชั้น ซึ่งมีมากกว่าพระรอดพิมพ์อื่นๆ (ที่มีเพียง 3 ชั้นเท่านั้น) ดั้งนั้นถ้าพระรอดมีฐาน 4 ชั้นก็จะต้องเป็นพระรอดพิมพ์ใหญ่เท่านั้น ซึ่งฐาน 4 ชั้น ของพระรอดพิมพ์ใหญ่จะต้องปประกอบด้วย ฐานชั้นที่ 1, ชั้นที่ 2, ชั้นที่ 3, และชั้นที่ 4 โดยฐานชั้นที่ 3 และชั้นที 4 จะติดกัน ส่วนด้านล่างสุด เป็นเนื้อเกินที่ล้นพิมพ์ และจะกดพับขึ้นมาชนกับฐานชั้นที่ 4 นอกจากนี้ยังมีแอกลักษณ์ ที่เป็นพระพิมพ์ใหญ่อีก ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป และจะได้พิจารณาถึงเอกลักษณ์ที่เป็นพิมพ์ใหญ่ ซึ่งเป็นหลักในการพิจารณาพิมพ์ของพระรอดพิมพ์ใหญ่ตำหนิเอกลักษณ์ การสังเกตุพระรอด1.พระเกศ และพระเมาลีคล้ายฝาชี2.พระพักตร์สอบเสี้ยม องค์ติดชัดๆพระเนตรโปนโต พระนาสิกสั้นโต พระโอษฐ์เจ่อ3.มีเส้นแตกพาดเฉียงจากพระเนตร มาชนใบโพธิ์4.ปลายพระกรรณ ซ้ายมือองค์พระ จะแหลมเป็นตัววี5.พระพิมพ์ใหญ่โดยมากจะมีขอบปีกพระ6.นิ้วหัวแม่มือขวา องค์พระจะขาด ส่วนปลายนิ้ว 4 นิ้วที่เหลือมักติดชัด7.แขนซ้ายองค์พระแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนกลางมักเห็นเป็นกล้าม8.เส้นน้ำตกใต้แขนซ้ายองค์พระ มาโผล่ที่ใต้เข่าอีกจุด และในร่องใต้ฐานอาสนะชั้นบนสุด อาจมีเส้นน้ำตกแผ่วๆ ในแนวเดียวกัน 9. ร่องใต้ฐานอาสนะชั้นบนสุดจะมีเส้นแซมบางๆหนึ่งเส้น10. ฐานอาสนะชั้นล่างสุด มี 3 ชั้น ชั้น 2 และ 3 บางทีติดกันโดยมีร่องตื้นๆ คั่นกลาง 11. ก้นฐานพระมีรอยบี้และมีรอยนิ้วมือติดอยู่ เกิดจากตอนดันพระออกจากพิมพ์ เป็นแบบนี้ทุกองค์12. ต้นแขนขวาองค์พระค่อกเล็กน้อย คล้ายพระคง แต่อาการน้อยกว่า13. พระพิมพ์ใหญ่ ส่วนใหญ่จะเห็นปลายพระบาทซ้ายองค์พระคล้ายหัวงูมีร่องปากเล็กๆ ปรากฏ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-3394988950175502317?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/3394988950175502317/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/5-1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/3394988950175502317'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/3394988950175502317'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/5-1.html' title='พระรอด วัดมหาวัน ลำพูน'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S209TtixMHI/AAAAAAAAAHQ/pBpEFXSOpq0/s72-c/rod_mahawan_pimyai_s.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-2936709215339303076</id><published>2010-02-06T01:40:00.000-08:00</published><updated>2010-02-06T02:10:55.679-08:00</updated><title type='text'>พระรอด วัดมหาวัน ลำพูน</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S206r6dnIJI/AAAAAAAAAHI/hPP_lsSZgkU/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸£à¸&amp;shy;à¸”.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5435064851408298130" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 271px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S206r6dnIJI/AAAAAAAAAHI/hPP_lsSZgkU/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระรอด เป็นนามที่ผู้สันทัดรุ่นก่อนเชื่อกันว่า เรียกตามนามพระฤาษีผู้สร้างคือ พระฤาษี “นารทะ” หรือพระฤาษี “นารอด” พระรอดคงเรียกตามนามพุทธรูป ศิลา องค์ที่ประดิษฐ์อยู่ในวิหาร วัดมหาวันที่ชาวบ้านเรียกว่า “แม่พระรอด” หรือ พระ “รอดหลวง” ในตำนานว่า คือ พระพุทธ สิขีปฏิมา ที่พระนามจามเทวี อันเชิญมาจากกรุงละโว้ พระนามนี้เรียกกันมาก่อนที่จะพบพระรอดพระพุทธรูปองค์นี้ ที่พื้นผนังมีกลุ่มโพธิ์ใบคล้ายรัศมี ปรากฏด้านข้างทั้งสองด้าน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระรอดมีการขุดพบครั้งแรกราวต้นรัชกาลที่ 5 แต่ที่สืบทราบมาได้จากการบันทึกไว้ ของท่านอธิการทา เจ้าอาวาสวัดพระคงฤาษีในขณะนั้น และอาจารย์บุญธรรม วัดพระมหาธาตุหริภุญไชย ว่าในปี พ.ศ. 2435 พระเจดีย์วัดมหาวันได้ชำรุดและพังทลายลงบางส่วน ในสมัยเจ้าหลวงเหมพินทุไพจิตร ทางวัดได้มีการปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่ ในครั้งนั้นได้พบพระรอดภายในกรุเจดีย์มากที่สุด พระรอดมีลักษณะของผนังใบโพธิ์คล้ายพระศิลา ในพระวิหารวัดมหาวัน ผู้พบพระรอดในครั้งนั้นคงเรียกตามนามพระรอดหลวง แต่นั้นมาก็ได้นำพระรอดส่วนหนึ่งที่พบในครั้งนี้ นำเข้าบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ตามเดิม อีกประมาณหนึ่งบาตร&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;พระรอดขุดค้นพบในปี พ.ศ. 2451 ในครั้งนั้นฐานพระเจดีย์ใหญ่วัดมหาวันชำรุด ทางวัดได้รื้อออกเสียและปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ได้พบพระรอดที่บรรจุไว้ใน พ.ศ. 2435 ได้นำออกมาทั้งหมด และนำออกแจกจ่ายแก่ข้าราชการและผู้ร่วมงานในขณะนั้น เป็นการพบพระรอดจำนวนมาก พระรอดกรุนี้ถือเป็นพระกรุเก่าและตกทอดมาจนบัดนี้ และทางวัดมหาวันได้จัดพิธีสร้างพระรอดรุ่นใหม่บรรจุไว้แทน เข้าใจว่าคงเป็นรุ่นพี่พระครูบากองแก้วเป็นผู้สร้างไว้เพราะมีบางส่วนนำออกแจกให้ประชาชนในขณะนั้น เรียกว่า พระรอด ครูบากองแก้ว&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จากนั้นช่วงเวลาผ่านมาจนถึง ปี พ.ศ. 2498 ได้ขุดพบพระรอดด้านหน้าวัด และใต้ถุนกุฏิพระ ได้พบพระรอดจำนวนเกือบ 300 องค์ มีทุกพิมพ์ทรง กรุนี้ถือว่าเป็นกรุพระรอดกรุใหม่ ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบันนี้ถึงปี พ.ศ. 2506 ทางวัดมหาวันได้รื้อพื้นพระอุโบสถ เพื่อปฏิสังขรณ์ใหม่ ได้พบพระรอดครั้งสุดท้ายที่มีจำนวนมากถึง 300 องค์เศษ พระรอดรุ่นนี้มีผู้นำมาให้เช่า ในกรุงเทพจำนวนมาก พระรอดส่วนใหญ่จะคมชัด และงดงามมากเป็นพระรอดกรุใหม่รุ่นสอง หลังจากนั้นต่อมาก็มีผู้ขุดหาพระรอด ในบริเวณลานวัด แทบทุกซอกทุกมุมทั่วพื้นที่ในวัด นานๆ ถึงจะได้พบพระรอดขึ้นมาองค์หนึ่ง เป็นเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งทางวัด ได้ระงับการขุดพระรอด นอกจากพระรอดแล้ว วัดมหาวัน ยังขุดพบพระเครื่องสกุลลำพูน เกือบทุกพิมพ์ ที่พิเศษคือ ได้พบพระแผ่นดุนทองคำเงิน แบบเทริดขนนกมากที่สุดในลำพูนด้วย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระรอดได้ขุดค้นพบที่วัดมหาวันเพียงแห่งเดียวเท่านั้นเนื้อดินเผาละเอียดหนักนุ่มมาก องค์พระประทับนั่งขัดเพ็ชรปางมารวิชัยประกอบด้วยพื้นผนังใบโพธิ์ทั้งสองด้าน มีศิลปะโดยรวมแบบทวาราวดี – ศรีวิชัย เป็นรูปแบบเฉพาะของสกุลช่วงสมัยหริภุญไชย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/5-1.html"&gt;ลักษณะ&lt;/a&gt;: พระเนื้อดิน เป็นพระพิมพ์ขนาดเล็ก ชื่อพระรอดนั้นมีข้อสันนิษฐาน 3 ทางได้แก่&lt;/div&gt;&lt;div&gt;1. ออกเสียงตามผู้ที่สร้างขึ้น คือ พระฤาษีนารอด ซึ่งออกเสียงตามภาษามอญ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;2. ผู้ที่สักการะบูชา และนำติดตัวไปยังที่ต่าง ๆ สามารถรอดพ้นจากอันตรายเป็นอย่างดี จึงเรียกว่าพระรอด&lt;/div&gt;&lt;div&gt;3. เนื่องจากเป็นพระเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าพิมพ์อื่นๆ จึงได้ชื่อว่าพระลอด และเพี้ยนมาเป็นพระรอด&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;พุทธคุณ: พระอานุภาพของพระรอด มีความเชื่อกันว่า พระรอด มีความศักดิ์สิทธิ์ หรือความขลังในด้านแคล้วคลาด ปราศจากภัยอันตราย และความวิบัติต่างๆ มีเสน่ห์เมตตามหานิยม ได้ลาภผล และคงกระพันชาตรี&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-2936709215339303076?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/2936709215339303076/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_06.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/2936709215339303076'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/2936709215339303076'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_06.html' title='พระรอด วัดมหาวัน ลำพูน'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S206r6dnIJI/AAAAAAAAAHI/hPP_lsSZgkU/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-7988485309941468099</id><published>2010-02-05T09:58:00.000-08:00</published><updated>2010-02-05T10:53:21.476-08:00</updated><title type='text'>พุทธเอกลักษณ์พระผงสุพรรณ</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xe1k17L4I/AAAAAAAAAGo/5ijMTwZYHBI/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸œà¸‡à¸ªà¸¸à¸žà¸£à¸£à¸“-à¸«à¸™à¹‰à¸²à¸à¸.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5434823124845277058" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 234px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xe1k17L4I/AAAAAAAAAGo/5ijMTwZYHBI/s320/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2593-%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระผงสุพรรณ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt; เป็นพระเครื่องที่พบในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี เป็นพระเครื่องเนื้อดินเผา จำลองพุทธลักษณะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในลักษณะการปางมารวิชัย แบ่งแยกแม่พิมพ์ได้เป็นพิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม (สมัยโบราณเรียกพิมพ์หน้าหนู) องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัย บนฐานเชียงชั้นเดียว พระเกศคล้ายฝาละมี มีกระจังหน้า พระพักตร์เคร่งขรึม พระนาสิกหนาใหญ่ พระอุระหนา ส่วนพระการทอดเรียว แสดงออกถึงศิลปะสกุลช่างอู่ทองที่เน้นความละม้ายคล้ายคลึงกับมนุษย์มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ เมื่อพบพิมพ์พระ ๓ ประเภท จึงเรียกชื่อตามลักษณะพระพักตร์และตามศิลปะสกุลช่างแห่งพระพุทธรูปที่พระพักตร์เหี่ยวย่นเหมือนคนแก่ เรียกว่า พิมพ์หน้าแก่ ที่พระพักตร์อิ่มเอิบเรียวเล็ก ปราศจากรอยเหี่ยวย่น เรียกว่าพิมพ์หน้าหนุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระผงสุพรรณ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;นั้นปรากฏตามจารึกลานทองกล่าวถึงการสร้างว่า “……..พระฤๅษีทั้งสี่ตนจึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย พระฤๅษีจึงอัญเชิญเทวดามาช่วยกันทำพิธีเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี ศรีสารีบุตรคือ เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น ได้เอาแร่ต่าง ๆ มีอานุภาพต่างกัน เสกด้วยมนต์คาถาครบ ๓ เดือน แล้วท่านให้เอาไปประดิษฐ์ไว้ในสถูปแห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม… ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวมานี้ พระว่านก็ดี พระเกสรก็ดี ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี……”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความหมายจากจารึกลานทองได้กล่าวถึงประเภทของพระผงสุพรรณไว้ ๒ ชนิด ได้แก่ พระเนื้อดินที่มีส่วนผสมจากว่านและเกสรต่าง ๆ โดยเป็นพระเนื้อดินเผาตามกรรมวิธีการสร้างพระพิมพ์สมัยโบราณ สี&lt;/span&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระผงสุพรรณ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;จึงเป็น “สถานหนึ่งดำ สถานหนึ่งแดง” และอีกชนิดหนึ่งได้แก่ พระผงสุพรรณที่ทำจากแร่ธาตุโลหะซึ่งเรียกตามจารึกว่า “ได้เอาแร่ต่าง ๆ มีอานุภาพต่างกัน….ถ้าผู้ใดพบพระ…..ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี” ซึ่งหมายถึงพระผงสุพรรณเนื้อชินที่รู้จักกันในชื่อ “พระผงสุพรรณยอดโถ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ&lt;/span&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระผงสุพรรณ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เนื้อดินนั้น เป็นพระเครื่องที่มีส่วนผสมวัสดุมวลสารจากดินละเอียด ว่าน และเกสรต่าง ๆ คนโบราณเรียกว่า “พระเกสรสุพรรณ” จะสังเกตได้ว่าเนื้อดินของพระผงสุพรรณเป็นเนื้อดินค่อนข้างละเอียด หากเปรียบเทียบกับพระนางพญากรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก แล้วจะเห็นว่าเนื้อพระผงสุพรรณจะละเอียดกว่า แต่ไม่ละเอียดมากเหมือน พระรอดกรุวัดมหาวัน จ.ลำพูน ซึ่งดินที่ใช้เป็นดินในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งดินแต่ละที่จะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน สำหรับปัญหาที่ว่า หากผสมว่านเมื่อพระผ่านการเผา มวลสารของว่านจะไม่สามารถทนอุณหภูมิความร้อนได้ ต้องย่อยสลายไปนั้น หากพิจารณาแล้วในองค์พระผงสุพรรณก็ไม่ปรากฏโพรงอากาศอันเกิดจากการย่อยสลายของเนื้อว่าน แต่อย่างใดนั้น ต้องพิจารณาถึงกรรมวิธีการสร้างพระของโบราณาจารย์เป็นสำคัญว่า มีหลายวิธี วิธีประการหนึ่งซึ่งพบหลักฐานในการนำว่านผงเกสรมงคล ๑๐๘ มาเป็นวัตถุมงคลในการสร้างพระ ได้แก่ การนำหัวว่านมงคลต่าง ๆ มาคั้นเอาน้ำว่านเป็นส่วนผสมเข้ากับมวลสารอื่น ๆ ซึ่งจะพบว่า&lt;/span&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระผงสุพรรณ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;นั้นมีความหนึกนุ่ม และซึ้งจัด หากได้โดนเหงื่อโคลนแล้ว ยิ่งขึ้นเป็นมันเงางามอย่างที่คนโบราณเรียกว่า “แก่ว่าน” ซึ่งได้แก่การคั้นน้ำว่านผสมลงไป ดังนั้น เมื่อผ่านการเผาจึงมิได้เกิดการย่อย สลายของเนื้อว่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระผงสุพรรณ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เนื้อดินเป็นพระที่ผ่านการเผาไฟ สีสันขององค์พระจึงเป็นเฉกเช่นเดียว กับพระเนื้อดินที่ผ่านการเผาประเภทอื่น ๆ คือ มีตั้งแต่สีเขียวที่ถูกเผาในอุณหภูมิสูงและนานที่สุด สีแดง สีมอย สีน้ำเงินเข้ม สีเทา ไปจนถึงสีดำแต่ปัจจุบันนี้มีถึง ๔ สี คือ ดำ แดง เขียว และขาว&lt;br /&gt;สีขาวและสีเขียวเป็นสีนิยมมากที่สุด รองลงมาคือสีแดง ส่วนสีดำเป็นอันดับสุดท้าย ส่วนเหตุผลที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสุดท้ายน่าจะมากจาก สีดำทำปลอมได้ง่ายกว่าสีอื่น จึงทำให้เซียนพระไม่กล้าเก็บไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่พิมพ์มีความสำคัญในการพิจารณาพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง พุทธเอกลักษณ์ของแม่พิมพ์ นอกจากจะแสดงถึงศิลปะของสกุลช่างที่ปรากฏยังเป็นสิ่งพิสูจน์ความแท้-เทียมขององค์พระ การแกะสลักแม่พิมพ์ไม่ว่าจะเป็นหินสบู่ หินชนวน หรือแม่พิมพ์ดินเผา จะเป็น “ต้นแบบ” ที่ยากจะทำเลียนแบบได้ หากนำองค์พระไปถอดพิมพ์เพื่อทำพิมพ์ใหม่ องค์พระจะมีขนาดเล็กลง ซึ่งในสายตาผู้ชำนาญการจะสังเกตได้ จุดสังเกตที่ภาษานักสะสมพระเรียกว่า “จุดตาย” นั้นก็คือเอกลักษณ์หรือตำหนิในแม่พิมพ์ โดยเฉพาะส่วนลึกที่สุดขององค์พระ จะเป็นส่วนสูงที่สุดของแม่พิมพ์ซึ่งไม่คลาดเคลื่อนไม่ว่าพระองค์นั้นจะกดลึกหรือกดตื้น แต่ตำหนิสำคัญก็จะคงอยู่ สำหรับพระผงสุพรรณนั้น สามารถแยกแม่พิมพ์ออกเป็น ๓ แบบด้วยกันคือ พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xfExoCERI/AAAAAAAAAGw/aP-mzpTEp2Q/s1600-h/phongsupan_narkae_s.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5434823385974706450" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 183px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xfExoCERI/AAAAAAAAAGw/aP-mzpTEp2Q/s320/phongsupan_narkae_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ นั้นเป็นพระพิมพ์เนื้อดินเผาศิลปะอู่ทอง ประทับนั่งปางมารวิชัย บานฐานเชียง พระพักตร์มีเค้าความเหี่ยวย่น คล้ายคนชราภาพ เป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์หน้าแก่” ซึ่งมีจุดสังเกตดังนี้ - พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่ มีเพียงแม่พิมพ์เดียว สาเหตุที่ดูเผิน ๆ แตกต่างกันนั้น เนื่องมาจากการผ่านการเผา ทำให้ได้รับความร้อนไม่เท่ากัน ส่งผลให้ขนาด สีสัน วรรณะ การหดตัวไม่เท่ากัน นอกจากนี้การตัด การบรรจุกรุ สภาพการใช้ยังส่งผลต่อการพิจารณาพระผงสุพรรณด้วย - พระเนตรด้านซ้ายขององค์พระยาวรีลึก ปลายพระเนตรตวัดขึ้นสูงกว่าพระเนตรด้านขวา - พระนาสิกหนาใหญ่ สองข้างมีร่องลึกลงมารับพระโอษฐ์ ซึ่งแย้มเล็กน้อย - พระกรรณขวาขององค์พระจะขมวดคล้ายมุ่นมวยผม ไรพระศกทอดยาวลงมามากกว่าพระกรรณด้านซ้าย - เกือบบนสุดของพระกรรณขวามีร่องลึก เหมือนร่องหู และพระกรรณด้านบนเหนือร่องจะหนาใหญ่โค้งคล้ายใบหูมนุษย์ - ด้านในของพระกรรณซ้ายจะมีเม็ดผดคล้ายเมล็ดข้าวสารวางสลับไปสลับมาเรื่อยมาถึงปลายพระกรรณ - พระอุระใหญ่ก่อนจะคอดกิ่วมาทางพระนาภีคล้ายหัวช้าง - ระหว่างพระอุระกับพระอังสะซ้ายขององค์พระเว้าลึกปรากฏเป็นรอยสามเหลี่ยม - มีเส้นบาง ๆ ลากผ่านเหนือพระอังสะซ้ายไปจรดขอบนอกพระอุระด้านซ้ายปลายเส้นปรากฏเม็ดผดเล็ก ๆ ขึ้นเรียงรายได้ราวนมซ้าย - พระหัตถ์ซ้ายหนาใหญ่อยู่กึ่งกลางลำพระองค์ ปลายพระหัตถ์ไม่จรดพระกรขวา เหมือนพิมพ์หน้ากลาง มองเห็นร่องพระหัตถ์ชัดเจน - ข้อพระกรขวาขององค์พระด้านในเว้าลึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xfbKYC_UI/AAAAAAAAAG4/OoFvGyLv0dg/s1600-h/phongsupan_narklang_s.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5434823770575666498" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 193px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xfbKYC_UI/AAAAAAAAAG4/OoFvGyLv0dg/s320/phongsupan_narklang_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระผงสุพรรณพิมพ์หน้ากลาง มีพุทธลักษณะเนื้อหาทรวดทรงสัณฐานเช่นเดียวกับพระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่แต่เค้าพระพักตร์จะไม่เคร่งขรึมเหี่ยวย่นเหมือนพิมพ์หน้าแก่ ดูอิ่มเอิบสดใส คล้ายหน้าหนุ่มที่ไม่สูงวัยมาก และจะมีแม่พิมพ์เพียงพิมพ์เดียว มีลักษณะที่น่าสังเกตดังนี้ - พระพักตร์อิ่มเอิบ ไม่เหี่ยวย่นชราภาพเหมือนพิมพ์หน้าแก่ - พระเนตรทั้งสองข้างไม่จมลึกเท่าพิมพ์หน้าแก่ ปลายพระเนตรด้านซ้ายขององค์พระตวัดเฉียงขึ้นเล็กน้อย หากพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่ารูปพระพักตร์ระหว่างพระเนตรทั้งสองข้างวางได้ระดับเท่ากันทั้งสองข้างไม่เอียงเหมือนพิมพ์หน้าแก่ - พระกรรณทั้งสองข้างจะเป็นเส้นเอียงลงตามเค้าพระพักตร์และมีความยาวเกือบเท่ากันทั้งสองข้าง -ในองค์ที่ติดพิมพ์ชัด ปลายพระกรรณขวาขององค์พระจะเรียวยาวคล้ายจงอยที่ปลายงอเข้าหาด้านในเล็กน้อย ส่วนปลายพระกรรณซ้ายขององค์พระจะแตกเป็นหางแซงแซว - พระอุระผายกว้างและสอบเพรียวตรงพระนาภีดูคล้ายหัวช้าง - พระหัตถ์ซ้ายวางที่หน้าตัก แต่ให้สังเกตปลายพระหัตถ์ก็จะยาวยื่นไปเกือบชนลำพระกรขวาขององค์พระ ซึ่งจะแตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้าหนุ่ม - ข้อพระกรขวาเว้าลึกอย่างเห็นได้ชัด - ในองค์ที่ติดชัดข้างฝ่าพระหัตถ์ขวามีติ่ง เนื้อเกินเล็ก ๆ วิ่งจากโคนนิ้วขึ้นด้านบน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xfrJmEPXI/AAAAAAAAAHA/6Qf6N3QFwSw/s1600-h/phongsupan_narnum_s.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5434824045243940210" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 179px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xfrJmEPXI/AAAAAAAAAHA/6Qf6N3QFwSw/s320/phongsupan_narnum_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าหนุ่ม เป็นพิมพ์ที่มีความลึก คมชัดเป็นอย่างยิ่ง ดูจากสภาพองค์พระที่ปรากฏจะเห็นลักษณะการถอดออกจากแม่พิมพ์ค่อนข้างยากกว่าพระผงสุพรรณพิมพ์อื่น เหตุเพราะแม่พิมพ์มีความลึกมากเป็นพิเศษ ดังนั้น จึงพบองค์สภาพสมบูรณ์น้อยมาก พระพักตร์จะดูอ่อนเยาว์ สดใสและเรียวเล็กกว่าพิมพ์อื่น สมัยโบราณเรียกว่า “พิมพ์หน้าหนู” ซึ่งพระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่มนี้มีแม่พิมพ์เดียว มีข้อสังเกตดังนี้ - พระพักตร์ดูอ่อนเยาว์ สดใส แตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้ากลางอย่างเห็นได้ชัด - พระเนตรทั้งสอข้างอยู่ในระนาบเดียวกัน ปลายพระเนตรซ้ายขององค์พระ ยกเฉียงขึ้นเล็กน้อย - พระนาสิกหนาใหญ่ตั้งเป็นสัน - ริมพระโอษฐ์หนา - พระกรรณจะแตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้ากลาง กล่าวคือ ตั้งขึ้นเป็นสันแนบชิดกับพระพักตร์และยาวลงมาเกือบจรดพระอังสะทั้งสองข้าง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-7988485309941468099?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/7988485309941468099/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_7190.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/7988485309941468099'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/7988485309941468099'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_7190.html' title='พุทธเอกลักษณ์พระผงสุพรรณ'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xe1k17L4I/AAAAAAAAAGo/5ijMTwZYHBI/s72-c/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2593-%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-6788377072688919076</id><published>2010-02-05T09:49:00.000-08:00</published><updated>2010-02-05T10:25:13.984-08:00</updated><title type='text'>พระผงสุพรรณ</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xbh43rhtI/AAAAAAAAAGg/lAhlfmDAgMo/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸œà¸‡à¸ªà¸¸à¸žà¸£à¸£à¸“+11.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5434819488089081554" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 183px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xbh43rhtI/AAAAAAAAAGg/lAhlfmDAgMo/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93+11.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;จังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากเป็นดินแดนแห่ง ยุทธหัตถีแล้ว ยังเป็นเสมือนเมืองแห่งพระเครื่อง พระบูชา หลายสิบชนิด ตั้งแต่สมัยอมรวดี ทวาราวดี ศรีวิชัย ปาละ ลพบุรี อู่ทอง อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ในจำนวนพระที่ขุดพบนั้น พระผงสุพรรณ กรุวัด พระศรีรัตนมหาธาตุ ถือว่าเป็นสุดยอดของพระทั้งหมด โดยจัดให้อยู่ในชุด&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post.html"&gt;พระเบญจภาคี&lt;/a&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;แม้ว่าไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้างที่ชัดเจน แต่มีหลักฐาน ที่สำคัญต่อ การศึกษาของวงการพระเครื่อง พระบูชา คือ ลานทอง ๓ แผ่น ซึ่งเป็นการจารึกประวัติศาสตร์ของการสร้างวัด สร้างพระเครื่องและพระบูชา โดยเฉพาะแผ่นที่ ๒ ซึ่ง สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแปลไว้ว่า &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;"ศุภมัสดุ ๑๒๖๕ สิทธิการิยะ แสดงบอกไว้ให้รู้ว่า ฤาษีทั้งสี่ตน พระฤาษีพิมพิลาไลย์เป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์ มีสุวรรณ เป็นต้น คือบรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราชเป็นผู้ศรัทธา พระฤาษีทั้งสี่ตน จึงพร้อมกันนำเอาแด่ว่านทั้งหลาย พระฤาษีจึงอัญเชิญเทวดามาช่วยกัน ทำพิธีเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี ศรีสาริบุตร คือ เป็นใหญ่ เป็นประธานในที่นั้น ได้เอาแร่ต่างๆ มีอานุภาพต่างกัน เสกด้วยมนต์คาถาครบ ๓ เดือน แล้วท่านให้เอาไป ประดิษฐ์ไว้ในสถูปแห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม(สุพรรณบุรี) ถ้าผู้ใดพบเห็นให้รับเอาไปไว้สักการบูชาเป็นของวิเศษ แม้จะมีอันตรายประการใดก็ดี ให้อาราธนาผูกไว้ที่คอ อาจคุ้มครองภยันตรายได้ทั้งปวง เอาพระสงสรงน้ำมันหอม แล้วนั่งบริกรรม พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ๑๐๘ จบ พาหุง ๑๓ จบ ใส่ชันสัมฤทธิ์ นั่งสันนิษฐานเอาความปรารถนาเถิดให้ทาทั้งหน้าและผม คอหน้าอก ถ้าจะใช้ทางเมตตา ให้มีสง่า เจรจาให้คนทั้งหลายเชื่อฟังยำเกรง ให้เอาพระไว้ในน้ำมันหอม เสกด้วยคาถานวหรคุณ ๑๓ จบ พาหุง ๑๓ จบ พระพุทธคุณ ๑๓ จบ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนทำพิธีในวันเสาร์ น้ำมันหอมเก็บไว้ใช้ได้เสมอทาริมฝีปาก หน้าผาก และผม ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวมานี้ พระว่านก็ดี พระเกสรก็ดี ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี อย่างประมาทเลย อานุภาพพระทั้ง ๓ อย่างนี้ดุจกำแพงแก้วกันอันตรายทั้งปวงแล้วให้ว่าคาถาทแยงแก้วกันอันตรายทั้งปวง แล้วให้ว่าคาถาทแยงสันตาจนจบพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณจนจบพาหุงไปจนจบแล้วให้ว่าดังนี้อีก กะเตสิกเกกะระณังมหาไชยังมังคะ สังนะมะพะทะ แล้วให้ว่า กิริมิติ กุรุมุธุ เกเรเมเถ กะระมะทะประสิทธิแล”&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;แต่สาเหตุที่เรียกว่า “ผงสุพรรณ” ก็เนื่องจากการค้นพบจารึกลานทองกล่าวถึงการสร้างจากผงว่านเกสรดอกไม้อันศักดิ์สิทธิ์ จึงได้รับการเรียกขานกันว่า “ผงสุพรรณ” เรื่อยมา &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ศิลปะพระผงสุพรรณมีความสัมพันธ์กับศิลปะพระพุทธรูปประเภทหนึ่ง ได้แก่ พระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง เนื่องมาจากแหล่งต้นกำเนิดของพระผงสุพรรณอยู่ในบริเวณที่เป็นศูนย์กลางของศิลปะทางศาสนาที่เรียกว่า ศิลปะอู่ทองประการหนึ่ง นอกจากนี้ ลักษณะการแบ่งแม่พิมพ์พระผงสุพรรณยังจำแนกและเรียกชื่อแม่พิมพ์ตามพุทธลักษณะของพระพุทธรูปอู่ทอง ซึ่งได้แก่ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_7190.html"&gt;พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม&lt;/a&gt; อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ในความเป็นจริงแล้วศิลปะอู่ทองเป็นศิลปะแห่งการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมัยทวาราวดีกับสมัยขอมหรือเขมร ต่อมาช่วงหลังได้ผสมผสานศิลปะของสุโขทัยเข้าไปด้วย จนกลายเป็นพุทธศิลปะที่เกิดจากการผสมผสานโดยมีอายุตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ กล่าวคือ เมื่อสิ้นยุคทวาราวดีขอมได้มีอำนาจ ในดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ศิลปกรรมแห่งทวาราวดียังคงสืบทอดต่อเนื่อง โดยผสมผสานศิลปะของขอมเข้าไป ก่อนที่สุโขทัยจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจรัฐและความเจริญทางด้านพุทธศาสนาต่อเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ศิลปะอู่ทองเดิมจึงผสมผสานกับศิลปะสุโขทัยอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเราอาจแยกประเภทศิลปะของอู่ทองได้ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;๑. ศิลปะอู่ทองยุคแรก มีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ ศิลปะจะเป็นแบบผสมผสานระหว่างศิลปะทวาราวดีกับศิลปะขอม สามารถจำแนกออกเป็น - ศิลปะอู่ทอง สกุลช่างลพบุรี รู้จักกันในชื่อ “อู่ทองเขมร” “อู่ทอง-ลพบุรี” หรือ “อู่ทอง-ฝาละมี” - ศิลปะอู่ทอง สกุลช่างสุพรรณบุรี รู้จักกันในชื่อ “อู่ทอง-สุวรรณภูมิ” มีลักษณะคล้ายมนุษย์มาก ท่างดงามสุดยอด จะเรียกตามภาษาวงการพระว่า “สันแข้งคางคน” &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;๒. ศิลปะอู่ทองยุคที่สอง มีอายุอยู่ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ศิลปะจะผสมผสานระหว่างศิลปะอู่ทองยุคแรกกับศิลปะสุโขทัย ช่างสมัยจะคาบเกี่ยวกันระหว่างศิลปะสุโขทัยจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น รู้จักกันในชื่อ “อู่ทอง-อยุธยาตอนต้น”&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;๓. ศิลปะอู่ทองยุคที่สาม มีอายุอยู่ในราว พ.ศ.๑๙๕๒ - ๑๙๙๑ อยู่ในช่วงสมัยสมเด็จพระนครินทราชา สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) จนถึงต้นรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ศิลปะจะได้รับอิทธิพลของอยุธยามากขึ้น (จากการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณข้างศาลาหลวงพ่อเหย ด้านทิศตะวันตกห่างจากองค์ปรางค์ประธาน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ๓๐ เมตร พบแม่พิมพ์พระดินเผา ขนาดกว้าง ๓ ซ.ม. สูง ๔๒ ซ.ม. เป็นแม่พิมพ์พระผงสุพรรณ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_7190.html"&gt;พิมพ์หน้าแก่&lt;/a&gt;แต่ท่อนล่างหกชำรุด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-6788377072688919076?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/6788377072688919076/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/6788377072688919076'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/6788377072688919076'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html' title='พระผงสุพรรณ'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2xbh43rhtI/AAAAAAAAAGg/lAhlfmDAgMo/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93+11.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-614362882572571881</id><published>2010-02-02T01:28:00.000-08:00</published><updated>2010-02-02T07:44:56.104-08:00</updated><title type='text'>พระกำแพงซุ้มกอ</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fx88fNi_I/AAAAAAAAAFA/gS1ANmfI2C0/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸à¸³à¹à¸žà¸‡à¸‹à¸¸à¹‰à¸¡à¸à¸&amp;shy;+à¸žà¸´à¸¡à¸žà¹Œà¹ƒà¸«à¸à¹ˆ+à¸¡à¸µà¸à¸™à¸.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433577504777276402" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 367px; CURSOR: hand; HEIGHT: 234px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fx88fNi_I/AAAAAAAAAFA/gS1ANmfI2C0/s400/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%AD+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88+%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%81.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt; พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ มีกนก &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fzM-zQuQI/AAAAAAAAAFQ/5j8CiG8FIg8/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸à¸³à¹à¸žà¸‡à¸‹à¸¸à¹‰à¸¡à¸à¸&amp;shy;à¸”à¸³+à¸žà¸´à¸¡à¸žà¹Œà¹ƒà¸«à¸à¹ˆ.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433578879787776258" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 234px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fzM-zQuQI/AAAAAAAAAFQ/5j8CiG8FIg8/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B3+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt; พระกำแพงซุ้มกอดำ พิมพ์ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fyPLHFl2I/AAAAAAAAAFI/DlT3crFyJGg/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸‹à¸¸à¹‰à¸¡à¸à¸&amp;shy;+à¸žà¸´à¸¡à¸žà¹Œà¸à¸¥à¸²à¸‡.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433577817940268898" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 230px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fyPLHFl2I/AAAAAAAAAFI/DlT3crFyJGg/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%AD+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg" border="0" /&gt; &lt;/span&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระซุ้มกอ พิมพ์กลาง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433579383039820834" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 249px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fzqRj5hCI/AAAAAAAAAFY/YsHeqaAMBLo/s320/-+%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%AD+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81.jpg" border="0" /&gt; &lt;/span&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระซุ้มกอ พิมพ์เล็ก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2f0mCHry3I/AAAAAAAAAFg/dIXA3pOnSmg/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸‹à¸¸à¹‰à¸¡à¸à¸&amp;shy;+à¸žà¸´à¸¡à¸žà¹Œà¸‚à¸™à¸¡à¹€à¸›à¸µà¸¢à¸°+(à¹„à¸¡à¹ˆà¸•à¸±à¸”à¸›à¸µà¸).jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433580409687100274" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 202px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2f0mCHry3I/AAAAAAAAAFg/dIXA3pOnSmg/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%AD+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B0+(%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%81).jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt; พระซุ้มกอ พิมพ์ขนมเปียะ (ไม่ตัดปีก) &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระซุ้มกอ ที่นิยมมากสุด คือ พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ มีกนก ซึ่งเริ่ม มีการพบจากบริเวณลานทุ่งเศรษฐี และบรมธาตุ นครชุม เป็นพระดินเผา ที่มีเนื้อค่อนข้างนิ่ม ละเอียดมาก มีว่านดอกมะขามปรากฏทั่วองค์พระ&lt;br /&gt;ความที่มีความละเอียดและเนื้อนิ่มมาก จึงให้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ มักจะหักชำรุดเสียเป็นส่วนใหญ่ พระที่เหลือเป็นแบบที่สมบูรณ์ มีน้อยมากๆ ที่พบเห็นอยู่ในวงการจึงทำให้ความนิยม และ ราคาการเช่าหา พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ เทียบได้กับ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ เลยทีเดียว &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พุทธลักษณะพระกำแพงซุมกอ เป็นพระปางสมาธิ มีทั้งสมาธิราบ และสมาธิเพชร เป็นศิลปะเชียงแสนผสม กับสุโขทัย คือ องค์พระอวบอ้วน พระอุระผึ่งนูนดูเด่นสง่างามมาก แบบเชียงแสน พระนาภีเรียว การทิ้ง พระพาหา และขัดสมาธิงดงามแบบสุโขทัย มีประภามณฑลรอบพระเศียรคล้าย รูปตัว ก.ไก่ บางท่านว่า ซุ้มที่องค์พระเหมือนรูป ก.ไก่มาก จึงเรียกว่า พระซุ้มกอ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระกำแพงซุ้มกอ แบบไม่มีลายกนก แบบนี้เป็นพระชนิด เนื้อสีดำและสีเขียว ส่วนสีแดงก็มีบ้าง&lt;br /&gt;พระกำแพงซุ้มกอสีแดงที่ไม่มีลายกนกนี้ พิมพ์ใหญ่มีน้อยมาก พระซุ้มกอดำ เป็นแบบที่มีประภามณฑล คล้ายรูปทรงของตัว ก. แบบอื่นๆ คือยังมีรูปทรง ตลอดจนประภามณฑ ลคล้ายพระพุทธรูป คันธารราฐมากที่สุดนั่นเอง &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระกำแพงซุ้มกอ แบบที่มีลายกนก แบบนี้เข้าใจว่าจะพัฒนา มาจาก แบบแรก คือมีลายบัว ที่ฐาน และการเปล่งรังสี ออกจาก พระวรกาย โดยทำเป็น รูปลายกนก อย่างงดงาม โดยเฉพาะพิมพ์ใหญ่ ช่องพระพาหาลึก ทำให้พระอุระ และองค์พระ ซึ่งแลดูเด่นนูน อยู่แล้วดูสง่างามยิ่งขึ้น นอกจาก ชนิดพิมพ์ บางพิมพ์ เท่านั้นที่ช่องพระพาหาตื้น แบบนี้มีบางพิมพ์ ที่ทำเป็น สมาธิเพชร แต่ส่วนมากทำเป็นสมาธิราบทั้งนั้น&lt;br /&gt;พระกำแพงซุ้มกอ เป็นยอดทางเมตตามหานิยม โภคทรัพย์ โชคลาภ และความเป็น สิริมงคล บางท่านว่ามีพระซุ้มกอ แล้วไม่มีวันจน เมื่อมี ความนิยมสูง ของปลอมย่อมมีปรากฏมากมาย หลายรุ่น หลายแบบ มีทั้งแบบปลอมแบบหยาบๆ และ ปลอมแบบ เหมือนมาก แต่ก็ยังมีจุดที่ไม่เหมือนอยู่หลายจุด ซึ่งเกิดจาก แม่พิมพ์ของพระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ มีความงดงามและซับซ้อนในรายละเอียดสูง ส่วนพิมพ์อื่น ๆ ไม่ขอพูดถึง เพราะหาชมได้ยากมาก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เนื้อของพระกำแพงซุ้มกอมีดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ เป็นเนื้อที่ได้รับความนิยมสูงสุด&lt;br /&gt;เนื้อว่าน แบ่งเป็นเนื้อว่านล้วน ๆ และเนื้อว่านหน้าทองคำ เนื้อว่านหน้าเงิน&lt;br /&gt;เนื้อชินเงิน&lt;br /&gt;สองเนื้อหลัง คือเนื้อว่านและเนื้อชินเงิน ปัจจุบันหาพบยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พิมพ์ใหญ่มีลายกนก เป็นพิมพ์ที่พบเห็นแพร่หลาย เป็นพระปางสมาธิ บนฐานบัว มีซุ้มลายกนกรอบองค์พระ เป็นพระดินเผา ผสมว่านและเกสรดอกไม้ ตามผิวจะมีจุดแดง ๆ เรียกว่า แร่ดอกมะขาม ซึ่งเป็นวัตถุธาตุตะกูลเหล็กไหล จุดดำเรียกรารัก จับกระจายเป็นหย่อม ๆ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระกำแพงซุ้มกอ เป็นยอดทางเมตตามหานิยม โภคทรัพย์ โชคลาภ และความเป็น สิริมงคล บางท่านว่ามีพระซุ้มกอ แล้วไม่มีวันจน เมื่อมี ความนิยมสูง ของปลอมย่อมมีปรากฏมากมาย หลายรุ่น หลายแบบ มีทั้งแบบปลอมแบบหยาบๆ และ ปลอมแบบ เหมือนมาก แต่ก็ยังมีจุดที่ไม่เหมือนอยู่หลายจุด ซึ่งเกิดจาก แม่พิมพ์ของพระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ มีความงดงามและซับซ้อนในรายละเอียดสูง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-614362882572571881?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/614362882572571881/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_2396.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/614362882572571881'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/614362882572571881'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_2396.html' title='พระกำแพงซุ้มกอ'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fx88fNi_I/AAAAAAAAAFA/gS1ANmfI2C0/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%AD+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88+%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%81.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-3143575528215678255</id><published>2010-02-02T01:07:00.000-08:00</published><updated>2010-02-02T21:04:58.630-08:00</updated><title type='text'>พระซุ้มกอ จ.กำแพงเพชร</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fr4egGc1I/AAAAAAAAAEw/YIKDPrnQ64g/s1600-h/somkor.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433570830938698578" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 207px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fr4egGc1I/AAAAAAAAAEw/YIKDPrnQ64g/s400/somkor.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; พระเครื่อง &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_2396.html"&gt;พระซุ้มกอ&lt;/a&gt; ผู้สร้างไม่ปรากฏแต่สันนิฐานว่า พระมหาธรรมราชาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งกรุงสุโขทัย สร้างเมื่อครั้งครองเมืองกำแพงเพชร ประมาณ พ.ศ. 1900 พบ&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_2396.html"&gt;พระซุ้มกอ &lt;/a&gt;จำนวนมากเกลื่อนทุ่งเศรษฐี เนื่องจากในเขตทุ่งเศรษฐีพบทุกกรุ แต่ไม่ได้อยู่เป็นกรุกลับแตกกระจายเกลื่อน สันนิฐานว่าเดิมน่าจะอยู่ในกรุ แต่ถูกชาวบ้านรื้อค้นหาพระ หรือสมบัติมีค่า เห็นพระเนื้อดินไม่สนใจ เพราะมีจำนวนมากและพระสกุลกำแพงเพชรที่เป็นเนื้อดินมีเป็น ร้อยๆ พิมพ์ นิยมทุกพิมพ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเครื่องเมืองกำแพงเพชร เริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมกันขึ้นมา ในสมัยของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ โดยมีบันทึกใน พระราชนิพนธ์เรื่องเสด็จประภาสเมืองกำแพงเพชร ปรากฏเรื่องราว ของเมืองกำแพงเพชร และพระเครื่องว่า&lt;br /&gt;...นายชิด มหาเล็กหลวงบวรเดช เดิมรับราชการในกระทรวงมหาดไทย ลาป่วย ได้กลับมารักษาตัว ที่บ้านภรรยา เมืองกำแพงเพชร ได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำนานพระกำแพงทุ่งเศรษฐี เป็นจารึกบนแผ่นลานทอง แด่รัชกาลที่ ๕ ขุด ได้จากบริเวณทุ่งเศรษฐี ว่า การพบกรุพระครั้งแรกที่วัดพระบรมธาตุ นครชุม จากเจดีย์ ๓ องค์ ได้ถูกซ่อมขึ้นรวมเป็นองค์เดียวโดยชาวพม่า ชื่อพระยาตะก่า แล้วนำยอดฉัตร จากประเทศพม่ามาประดับยอดพระบรมธาตุ ได้บันทึกไว้ว่า&lt;br /&gt;หลังจากพบพระพิมพ์จาก เจดีย์ต่างๆ ในบริเวณ ทุ่งเศรษฐี ได้พระพิมพ์ จำนวนมาก พระพิมพ์ เมืองกำแพงเพชร นี้นับถือกัน มาช้านานแล้วว่า มีอานุภาพมาก ผู้ใดมีไว้ จะทำการใด ก็มีความสำเร็จ ผลตามความปรารถนาทุกประการ&lt;br /&gt;ทั้งนี้นายชิดได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระพิมพ์ทุ่งเศรษฐี หลายแบบ แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ อีกด้วย ซึ่งท่านได้นำออก พระราชทาน แก่พระบรมวงศานุวงศ์ต่ออีกภายหลัง จนเป็นที่นิยม ในหมู่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่สืบต่อมาอีกจนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระกำแพงทุ่งเศรษฐีมีแหล่งกำเนิดมาจากกรุต่างๆในจังหวัดกำแพงเพชร คือ วัดพระบรมธาตุ วัดพิกุล วัดทุ่งเศรษฐี และวัดซุ้มกอ วัดทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำปิง เมืองนครชุม ในบริเวณทุ่งเศรษฐี จังหวัดกำแพงเพชร เนื้อดินเผาทั้งหมด มีสีแดง สีดำ และสีเขียว มีทั้งแบบยืนและแบบนั่ง พุทธลักษณะเป็นศิลปแบบสุโขทัยยุคต้นมีอายุการสร้างประมาณว่ามากกว่า 600 ปี ในบริเวณลานทุ่งเศรษฐีมีการพบพระกรุทุ่งเศรษฐีกันมากมายหลายพิมพ์ ที่นิยมมากเห็นจะหนีไม่พ้น พระกำแพงเขย่ง ซึ่งได้แก่พระกำแพงเม็ดขนุน กำแพงพลูจีบ กำแพงกลีบจำปา เป็นต้น และ ที่นิยมเป็นที่สุด เป็น ๑ ในชุดเบญจภาคี ก็คือ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_2396.html"&gt;พระกำแพงซุ้มกอ &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fuyZTMzYI/AAAAAAAAAE4/03tZpERC0ec/s1600-h/à¸‹à¸¸à¹‰à¸¡à¸à¸&amp;shy;.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433574024998079874" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 173px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fuyZTMzYI/AAAAAAAAAE4/03tZpERC0ec/s400/%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%AD.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-3143575528215678255?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/3143575528215678255/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_02.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/3143575528215678255'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/3143575528215678255'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_02.html' title='พระซุ้มกอ จ.กำแพงเพชร'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2fr4egGc1I/AAAAAAAAAEw/YIKDPrnQ64g/s72-c/somkor.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-8872163030569483651</id><published>2010-02-01T00:28:00.001-08:00</published><updated>2010-02-01T00:52:54.723-08:00</updated><title type='text'>พุทธลักษณะพระนางพญา</title><content type='html'>&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระนางพญา เข่าโค้ง&lt;/span&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aQy6ZjAVI/AAAAAAAAACk/I62O2HRT6b4/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸™à¸²à¸‡à¸žà¸à¸²+à¹€à¸‚à¹ˆà¸²à¹‚à¸„à¹‰à¸‡.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433189204813349202" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aQy6ZjAVI/AAAAAAAAACk/I62O2HRT6b4/s200/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2+%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%87.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;พระพักตร์ จะอูม เป็นรูปไข่ พระเกตุเป็นปลีปลายแหลม มองดูคล้ายเกตุเปลวเพลิง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระกรรณ เป็นเส้นระบายอ่อนๆพริ้วลงมาประบ่า แลดูเป็นธรรมชาติ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระศอ ปรากฎเส้นเอ็นเป็นเส้นทิวทั้งสองข้าง และตรงกลางอีกสองเส้นเป็นรอยจางๆ(ในองค์ที่ติดชัด) รวมทั้งรอยพระศอที่มองเป็นทิวแนวโค้งอยู่ใต้พระศอ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;องค์พระแลดูเพรียวบาง มีขอบสันเน้นเห็นสีข้างขององค์พระ และเห็นสังฆาฏิที่สโลปโค้งทางด้านบนเล็กน้อย และลากลงมาเป็นแนวเส้นที่มีขอบสันของสังฆาฏิ ช่วงบนดูแยกเกือบชิดติดกันกับเส้นอังสะซึ่งลากเป็นเส้นตรงแนวเฉียงผ่านพระอุระ โดยมีปลายแหลมวิ่งเลยไปชนใต้ท้องแขนด้านใน(มองเห็นเป็นแนวเส้นจางๆ) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระกรข้างที่พาดพระเพลานั้นดูอ่อนช้อยเหมือนงวงช้างมีปลายพระหัตถ์จับเข้าใต้พระเพลาด้านใน และพระกรอีกข้างนั้นวางหงายลงบนที่หน้าตัก แลดูเป็นเส้นสันคมและปลายพระหัตถ์ในด้านนี้ถ้าสังเกตุให้ดี นอกจากจะมีเส้นแตกพิมพ์ คล้ายหัวแม่มืออยู่ด้านในข้างบนแล้ว ที่ปลายพระหัตถ์ยังมีเส้นแตกแยกกันคล้ายเป็นนิ้วกับมืออีกด้วย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระกัสปะ(ข้อศอก)นั้นจะมีริ้วจีวรที่เป็นเส้นลากพริ้วลงไปหาที่ปลายพระบาท &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;พระเพลา ของพระนางพญาพิมพ์เข่าโค้งนี้ จะงอโค้งแอ่นขึ้นเหมือนท้องกะทะ ขาข้างขวาที่ซ้อนอยู่ด้านบน มองเห็นเป็นแนวเส้นคมเรียวบาง และวิ่งมาชนกับด้านในข้อมือข้างขวา ที่พาดกับพระเพลา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433193846690753842" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 127px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aVBGvXLTI/AAAAAAAAADE/AbxDOZhtnT8/s200/nangphaya_pimyai_khowtrong_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระเกศ เป็นแบบเกศปลี โคนใหญ่ ปลายเรียว กระจังหน้าจะยุบเล็กน้อย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;พระพักตร์ เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูลบมุมทั้งสี่ด้าน พระส่วนใหญ่จะเรียบร้อยไม่มีหน้าไม่มีตา แต่เฉพาะพระที่ติดพิมพ์ชัดเจนจะปรากฏรายละเอียดของ พระเนตร พระนาสิกและพระโอษฐ์ ถึงจะเป็นตาตุ่ยๆ แต่จะโปนมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระนลาฏ หน้าผากจะบุบเล็กน้อย มองเห็นไรพระศกด้านบนเด่นชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไรพระศก โดยมากจะสังเกตลีลาการทอดไรพระศกกับพระกรรณเป็นสำคัญ ส่วนมากไรพระศกจะเป็นเส้นเล็กมีความคมชัดมาก วาดตามกรอบพระพักตร์ลงมาจรดพระอังสะทั้ง 2 ด้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระกรรณ เป็นเส้นสลวยสวยงามมาก ตอนกลางของพระกรรณทั้งสองจะมีลักษณะอ่อนน้อยๆ เข้าหาพระศอ พระกรรณซ้ายจะยาวจรดพระอังสะ และเชื่อมต่อกับเส้นสังฆาฏิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระอังสะ และ พระรากขวัญ จะต่อกันเป็นแนวย้อยแบบท้องกระทะ แสดงไหล่ที่ยกสูงทั้งสองด้าน ระหว่างแนวซอกช่อง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นเสี้ยนเล็กๆ ขนานกันไป รอยดังกล่าวมักปรากฏตามซอกอื่นๆ อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระอุระ นูนเด่นชัดมาก พระถันเป็นเต้านูนขึ้นมา โดยเฉพาะพระถันขวารับกับขอบจีวรซึ่งรัดจนเต้าพระถันนูนขึ้นมา ส่วนพระถันซ้ายมีเส้นสังฆาฏิห่มทับอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระอุทร นูนเด่นชัด ปรากฏพระนาภีเป็นรูเล็กเท่าปลายเข็มหมุด เหนือพระนาภีปรากฏกล้ามท้องเป็นลอนรวม 3 ลอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพาหา แขนขวากางมากกว่าแขนซ้าย ปล่อยยาวลงมาจรดพระชงฆ์ พระพาหาซ้ายตรงรับกับส่วนองค์ และจะหักพระกัประแล้วทอดไปตามพระเพลา มีขนาดเล็กเรียวกว่าช่วงบน ทำการโค้งขึ้นงดงามมาก ปลายพระหัตถ์สุดที่บั้นพระองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเพลา เป็นเส้นตรงแบบสมาธิราบ โดยเฉพาะพระเพลาขวาเป็นเส้นตรงขนานกับรอยตัดกรอบด้านล่าง ทำให้เห็นว่าแข้งซ้อนห่างกันอย่างเด่นชัด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;บรรดาพิมพ์ทรงของพระนางพญาทั้ง 7 พิมพ์ มีเพียง พิมพ์เข่าตรง เท่านั้น ที่ปรากฏว่ามีแม่พิมพ์อยู่ถึง 2 แบบ คือ พิมพ์เข่าตรง (ธรรมดา) และพิมพ์เข่าตรง (มือตกเข่า) ซึ่งแม่พิมพ์ทั้ง 2 แบบนี้ มีเอกลักษณ์และรายละเอียดตำหนิของแม่พิมพ์แตกต่างกัน สามารถพิจารณาได้ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433191595973738690" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aS-GKnAMI/AAAAAAAAAC0/qquUdLR4xG8/s200/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%87.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ตำหนิของ พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง (ธรรมดา) ที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;p&gt;พระเกศ คล้ายปลีกล้วย &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พระนลาฏ ด้านซ้ายจะบุบมากกว่าด้านขวา และปรากฏกระจังหน้าชัดเจน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พระกรรณ ปลายหูซ้ายจะเชื่อมติดกับเส้นสังฆาฏิ ส่วนปลายหูขวาจะแตกเป็นหางแซงแซว &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พระหัตถ์ ปลายพระหัตถ์ซ้ายจะแหลมและแตกเป็นหางแซงแซว ส่วนพระหัตถ์ขวาจะไม่ปรากฏนิ้วมือ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระนางพญา พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433192173637171730" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 125px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aTfuITehI/AAAAAAAAAC8/bE7BRHVmh6I/s200/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ตำหนิของ พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง (มือตกเข่า) ที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;p&gt;พระเกศ คล้ายปลีกล้วย &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พระนลาฏ ด้านซ้ายจะบุบมากกว่าด้านขวา และปรากฏเส้นกระจังหน้าติดกับพระเกศ ระหว่างเส้นกระจังหน้ากับหน้าผาก มีลายเส้นวิ่งขวางหน้าผาก 6 เส้น &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พระกรรณ ปลายหูซ้ายจะเชื่อมติดเป็นเส้นเดียวกับเส้นสังฆาฏิ ส่วนปลายหูขวาจะแตกเป็นหางแซงแซว&lt;br /&gt;เส้นอังสะ วิ่งเป็นเส้นตรงผิดกับพิมพ์เข่าตรง (ธรรมดา) และจะวิ่งชอนเข้าไปใต้รักแร้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พระอุระ มีกล้ามเนื้อนูน สีข้างดูคล้ายมีเนื้อมาพอกไว้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;พระหัตถ์ ปลายพระหัตถ์ขวาวางอยู่บนหัวเข่าขวาปรากฏนิ้วมือยื่นลงไปด้านล่างใต้เข่า เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พระบาท บริเวณปลายพระบาทซ้ายปรากฏเส้นแตกของแม่พิมพ์เห็นได้ชัด &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในอดีตมีผู้ท้วงติงและสงสัยกันว่า พระนางพญา พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า น่าจะเป็นพระวัดโพธิญาณ หรือพระกรุโรงทอมากกว่าของวัดนางพญา เพราะมีส่วนคล้ายคลึงกับ พระนางพญากรุโรงทอ&lt;br /&gt;แต่ปัจจุบันนี้ปัญหาดังกล่าวตกไป และมีการคลี่คลายปัญหาด้านพุทธศิลป์และพิมพ์ทรง ยอมรับเป็นสากลแล้วว่า พระนางพญา พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า เป็นพระของกรุวัดนางพญาอย่างแน่นอน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-8872163030569483651?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/8872163030569483651/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/8872163030569483651'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/8872163030569483651'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='พุทธลักษณะพระนางพญา'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aQy6ZjAVI/AAAAAAAAACk/I62O2HRT6b4/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2+%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%87.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-8816705961624779770</id><published>2010-01-31T23:56:00.000-08:00</published><updated>2010-02-01T01:20:11.459-08:00</updated><title type='text'>พระนางพญา กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aMT-KkAyI/AAAAAAAAACc/hjrjvSh3PmY/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸™à¸²à¸‡à¸žà¸à¸²+à¸žà¸´à¸¡à¸žà¹Œà¹€à¸‚à¹ˆà¸²à¸•à¸£à¸‡.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433184275201786658" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 155px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aMT-KkAyI/AAAAAAAAACc/hjrjvSh3PmY/s200/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%87.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระนางพญาพิษณุโลก จัดว่าเป็นพระเนื้อที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นพระชั้นนำที่สุดของเมืองพิษณุโลกและถูกจัดให้เป็นพระในชุด “&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post.html"&gt;เบญจภาคี&lt;/a&gt;” ที่ถือว่าสุดยอดของประเทศไทยอีกด้วย พระนางพญากำเนิดที่ “วัดนางพญา” พิษณุโลกความจริงวัดนางพญาก็เป็นวัดเดียวกับ “วัดราชบูรณะ ต่อมาภายหลังได้สร้างถนนผ่ากลางเลยกลางเป็น 2 วัด ชื่อของ พระนางพญา น่าจะมาจากสถานที่ที่ค้นพบนั่นตามการสันนิฐาน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระนางพญานั้นเป็นผู้ที่สร้างคือ “พระวิษุสุทธิกษัตรี” มเหสีของ “สมเด็จพระมหาธรรมราชา” ผู้ที่ได้สร้างหรือปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นบริเวณที่พบพระนางพญานั่นเอง เข้าใจว่าการสร้างพระนางพญานั้นประมาณปี พ.ศ. 2090 – 2100 หรือประมาณสี่ร้อยกว่าปี พระนางพญา เป็นพระรูปทรงสามเหลี่ยมทุกพิมพ์นั่งมารวิชัยไม่ประทับบนอาสนะหรือมีฐานรองรับ รูปทรงงดงามแทบทุกพิมพ์โดยเฉพาะจะเน้นบริเวณอกที่ตั้งนูนเด่นและลำแขนทอดอ่อนช้อยคล้ายกับ “ผู้หญิง” จึงเรียกพระพิมพ์นี้ว่าพระพิมพ์ “นางพญา” อีกประการหนึ่งก็คือผู้ที่สร้างก็คือ “พระวิสุทธิกษัตรี” นั่นเอง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;พระนางพญาถูกค้นพบเมื่อประมาณ พ.ศ. 2444 สมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จะเสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก ทางจังหวัดจึงเตรียมการรับเสด็จที่วัดนางพญา โดยจัดการสร้างปะรำพิธีรับเสด็จ เมื่อคนงานขุดหลุมก็เกิดพบพระจำนานมาก ก็คือพระนางพญานั่นเอง ทางจังหวัดและเจ้าอาวาสก็เก็บพระเหล่านั้นไว้ พอสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จ ทางเจ้าอาวาสและทางจังหวัดก็ได้นำพระขึ้นทูลเกล้าฯ สมเด็จพุทธเจ้าหลวงก็ได้ทรงแจกจ่ายให้แก่ราชบริพารที่ตามเสด็จถ้วนหน้า ส่วนที่เหลือก็นำกลับกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;พระนางพญาถูกค้นพบต่อมาอีกหลายกรุ แต่ก็เป็นพระพิมพ์เดียวกันกับพระที่พบที่วัดนางพญาทุกอย่าง และเนื้อพระก็เนื้อเดียวกัน อาจจะแตกต่างกันก็เพียงภูมิประเทศที่ค้นพบ เช่น พบที่บ้าน “ตาปาน” บริเวณนี้น้ำท่วมประจำ พระเสียผิวมีเม็ดแร่ลอยมาก จึงเรียกว่า “กรุน้ำ” ในปี พ.ศ. 2479 มีผู้พบพระนางพญา ที่วัด “อินทรวิหาร” บรรจุอยู่ในบาตรที่เจดีย์องค์เล็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมามีผู้ค้นพบพระนางพญาที่วัดเลียบ (ราชบูรณะ) ในกรุงเทพฯ พบที่ “พระราชวังบวรมงคล” (วังหน้า) พบที่ “วัดสังขจาย” ฝั่งธนบุรี ครั้งสุดท้ายพบที่ “วัดราชบูรณะ” จังหวัดพิษณุโลกอีกครั้ง เมื่อมีการทำท่อระบายน้ำในบริเวณวัดในประมาณปี พ.ศ. 2532 &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระนางพญา เป็นพระเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ ปรากฏแร่กรวดทรายผสมผสานคลุกเคล้า กดเป็นองค์พระแล้วเสร็จ จึงนำไปเผา พระส่วนใหญ่จะมีเนื้อผสมว่านน้อยหรืออาจจะไม่มี เนื้อพระจึงดูค่อนข้างหยาบ แกร่งและแข็งมาก ที่เป็นเนื้อละเอียดจะผสมว่านมาก ทำให้เนื้อพระหนึกนุ่มสวยงาม ก็มีแต่พบเห็นน้อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ผู้รู้ได้จำแนกพิมพ์ทรงได้ทั้งหมด 7 พิมพ์ คือ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;1. พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง &lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aW-A7C-mI/AAAAAAAAADU/WqfYuoADrAc/s1600-h/nangphaya_pimyai_khowkong_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433195992612797026" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 145px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aW-A7C-mI/AAAAAAAAADU/WqfYuoADrAc/s200/nangphaya_pimyai_khowkong_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;2. พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง &lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aXUSKF7FI/AAAAAAAAADc/pg06ssszIC8/s1600-h/nangphaya_pimyai_khowtrong_a_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433196375196429394" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 143px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aXUSKF7FI/AAAAAAAAADc/pg06ssszIC8/s200/nangphaya_pimyai_khowtrong_a_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;3. พระนางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่ &lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aXzwnUS7I/AAAAAAAAADk/6wHuxrCNPPk/s1600-h/nangphaya_pimyai_oknoon_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433196915948014514" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 151px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aXzwnUS7I/AAAAAAAAADk/6wHuxrCNPPk/s200/nangphaya_pimyai_oknoon_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;4. พระนางพญา พิมพ์อกนูนเล็ก &lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aX8LbaIlI/AAAAAAAAADs/dOkl29GgsFg/s1600-h/nangphaya_pimlek_oknoonlek_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433197060584776274" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 150px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aX8LbaIlI/AAAAAAAAADs/dOkl29GgsFg/s200/nangphaya_pimlek_oknoonlek_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;5. พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ &lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aYF0A77PI/AAAAAAAAAD0/KIorHVaWNqo/s1600-h/nangphaya_pimlek_sangkhati_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433197226098420978" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 167px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aYF0A77PI/AAAAAAAAAD0/KIorHVaWNqo/s200/nangphaya_pimlek_sangkhati_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. พระนางพญา พิมพ์อกแฟบ หรือ พิมพ์เทวดา&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aYQq6p46I/AAAAAAAAAD8/cfqsiwRPSac/s1600-h/nangphaya_pimlek_dhevada_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433197412634715042" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 175px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aYQq6p46I/AAAAAAAAAD8/cfqsiwRPSac/s200/nangphaya_pimlek_dhevada_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. พระนางพญา พิมพ์พิเศษ เช่น พิมพ์เข่าบ่วง หรือ พิมพ์ใหญ่พิเศษ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aZq8125aI/AAAAAAAAAEE/90Duyy9_9Rg/s1600-h/à¹€à¸‚à¹ˆà¸²à¸šà¹ˆà¸§à¸‡.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433198963634660770" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 156px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aZq8125aI/AAAAAAAAAEE/90Duyy9_9Rg/s200/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; พระนางพญาทุกพิมพ์ เป็นพระนั่งปางมารวิชัย กรอบตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีด้วยกัน 3 พิมพ์หลัก ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 พิมพ์ย่อยคือ พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง และพิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์กลาง ได้แก่ พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เล็ก แบ่งออกได้ 2 พิมพ์ย่อยคือ พิมพ์อกแฟบ (เทวดา) และ พิมพ์อกนูนเล็ก ในด้านความนิยม พระนางพญาพิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเห็นจะได้แก่ พิมพ์เข่าโค้ง ส่วนพิมพ์ที่นิยมรองลงมาคือ พิมพ์เข่าตรง พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง มีขนาดใกล้เคียงกับพระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง และมีพุทธลักษณะใกล้เคียงกันมาก จะมีข้อแตกต่างกันก็เพียง พระบาทและพระเพลาของพิมพ์เข่าตรง จะค่อนข้างตรงไม่เว้าโค้งลงด้านล่างแบบพิมพ์เข่าโค้ง &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-8816705961624779770?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/8816705961624779770/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_8421.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/8816705961624779770'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/8816705961624779770'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_8421.html' title='พระนางพญา กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2aMT-KkAyI/AAAAAAAAACc/hjrjvSh3PmY/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%87.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-5645542705779351007</id><published>2010-01-31T14:27:00.000-08:00</published><updated>2010-01-31T14:43:10.210-08:00</updated><title type='text'>พระสมเด็จ วัดระฆัง 5 พิมพ์</title><content type='html'> &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระสมเด็จวัดระฆัง ถูกจำแนกออกไปเป็น ๕ พิมพ์ใหญ่ด้วยกัน คือ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;๑ พิมพ์พระประธาน หรือ พิมพ์ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;๒ พิมพ์ทรงเจดีย์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;๓ พิมพ์เกศบัวตูม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;๔ พิมพ์ฐานแซม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;๕ พิมพ์ปรกโพธิ์ สำหรับพระพิมพ์นี้มีให้พบน้อยมาก ภายหลังจึง ไม่ค่อยจะมีผู้กล่าวถึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433035525729196050" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 135px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2YFBnMqmBI/AAAAAAAAAB0/wnd5rKzyuLI/s200/somdej_rakang_prathan_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธาน หรือที่นิยมเรียกว่า พระพิมพ์ใหญ่ เป็นพระพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในบรรดาพระสมเด็จวัดระฆังทั้ง ๔ พิมพ์ ด้วยความงดงามสง่าผ่าเผย ขององค์พระ และความสมบรูณ์สมส่วนขององศ์ประกอบโดยรวมขององค์ประกอบศิลป์ทั้งหมด ประกอบกับจำนวนพระที่มีปริมาณเหมาะสม จึงส่งผลให้พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์พระประธานนี้ นับเป็นสุดยอดของพระในตะกูลสมเด็จทั้งหมด &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธาน มีทั้งเนื้อละเอียด เนื้อหยาบ เนื้อแก่น้ำมันตังอิ๊ว หรือเนื้อสังขยา และเนื้อแก่ปูนในพระพิมพ์นี้ สามารถแยกแยะออกเป็น ๓ โครงสร้างใหญ่ด้วยกันโดยถือเอารูปร่างขององค์พระเป็นตัวกำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพิมพ์ ๑ จะมีลักษณะที่ลำพระองค์หนา พระพักตร์ค่อนข้างกลมใหญ่ หรือเรียกว่า ( เอวหนา หน้าใหญ่ )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพิมพ์ ๒ จะมีลักษณะที่ลำพระองค์หนา ส่วนพระพักตร์นั้น จะเรียวอูมตรงกลางและรูปพระพักตร์นั้นยาวกว่าพิมพ์แรก หรือที่เรียกว่ารูปพระพักตร์แบบ “ ผลมะตูมใหญ่ ” ( เอวหนา หน้ากลาง )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพิมพ์ ๓ จะมีลักษณะที่ลำพระองค์บาง คอดหายไปตรงส่วนปลายรูปพระพักตร์จะเรียวอูมรีเล็กกว่าทุกพิมพ์ที่เรียกว่า “ ผลมะตูมเล็ก ” ( เอวบาง หน้าเล็ก )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากแม่พิมพ์ของพระเป็นการสร้างด้วยมือ และมีหลายอัน จึงทำให้เกิดรูปร่างที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ยังคงเค้าโครงหลักดังกล่าวมาแล้ว ถึงกันนั้นความแตกต่างในส่วนของเค้าโครงก็มิได้มีผลต่อความแตกต่างเรื่องค่านิยม สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างในค่านิยมคือ ความสมบรูณงดงามขององค์พระ นับเป็นปัจจัยหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์เจดีย์&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433035980074573250" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 141px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2YFcDxC3cI/AAAAAAAAAB8/PHzLiizkRSU/s200/somdej_rakang_chedi_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ นี้นับได้ว่าเป็นพระที่มีลักษณะโดยรวมของลำพระองค์ ( ลำตัว ) ขององค์พระที่หนากว่าทุกพิมพ์ และรูปทรงทั้งหมดจากพระเกศถึงฐานชั้นล่างสุด จะมีลักษณะคล้ายเจดีย์ พระพิมพ์นี้สามารถแบ่งตามโครงสร้างได้เป็น ๒ ลักษณะใหญ่ๆ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพิมพ์ทรงเจดีย์ใหญ่ จะพบว่าส่วนของพระพักตร์ จะมีลักษณะอูมเกือบกลม ด้านข้างของพระพักตร์ จะมีเส้นพระกรรณ ( หู ) ติดอยู่ไรๆ ไม่ชัดเจนเท่าพิมพ์เกศบัวตูม สำหรับพระที่ยังคงความสมบรูณ์ และการกดในช่วงแรกของการทำ ก่อนที่แม่พิมพ์จะเริ่มลบเลือน ส่วนลำพระองค์ ( ลำตัว ) จะล่ำ เอวหนา และวงพระกร ( วงแขน ) จะสอบเข้าหาลำตัว ( วงพระกรแคบ )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพิมพ์ทรงเจดีย์เล็ก พระพิมพ์นี้จะมีลักษณะโดยรวมผอมบางกว่าพิมพ์แรก พระพักตร์ ( หน้า ) จะเรียวกว่า ปลายพระเกศจะสั้น หลายองค์ที่พบเห็นพระเกศจะไม่จรดซุ้มด้านบน ลำพระองค์จะหนาเป็นรูปกระบอก ( แต่เว้าเอวเล็กน้อย ) ลำพระกร ( ลำแขน ) ช่วงบนจะหนาอูมแบบแขนนักกล้าม และวาดลำพระกรแคบ ( วงแขนแคบ ) มากกว่าสมเด็จทุกพิมพ์ ในพระที่มีความสมบรูณ์ จะปรากฏเส้นสังฆาฏิชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จพิมพ์ทรงเจดีย์ใหญ่ จะมีค่านิยมสูงกว่าพิมพ์ทรงเจดีย์เล็ก หากมีความสมบรูณ์ เท่ากัน แต่พิมพ์ทรงเจดีย์เล็กอาจจะมีค่าความนิยมสูง หากความสมบรูณ์ชัดเจนมากกว่าพิมพ์เจดีย์ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์เกศบัวตูม &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433036314506377410" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 133px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2YFvhnzOMI/AAAAAAAAACE/xpMu-ZGw7ks/s200/somdej_rakang_lotus_s.jpg" border="0" /&gt; พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์เกศบัวตูม เป็นพระที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองรองมาจากพิมพ์พระประธาน ความนิยมนับว่าใกล้เคียงพิมพ์เจดีย์ แต่ความล่ำสันขององค์พระ และปริมาณที่พบน้อยกว่าพิมพ์ทรงเจดีย์ จึงทำให้ลำดับความนิยมสูงกว่าทรงพิมพ์เจดีย์เล็กน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่เรียกพระพิมพ์นี้ว่า “ เกศบัวตูม ” นั้นเนื่องมาจากรูปพระพักตร์ของพระพิมพ์นี้ จะมีความกว้างของหน้าผาก แล้วเรียวลงมาสู่ลูกคางเล็กน้อย และจะมีความมุ่นเมาลีเหนือพระเคียร เป็นกระเปาะเล็กน้อย ก่อนที่จะถึงส่วนปลายของพระเกศคล้ายรูปดอกบัวคว่ำ ที่สำคัญจะปรากฏเส้นพระกรรณ ( หู ) ที่ยาวเกือบจรดพระอังสา ( บ่า ) แทบทุกองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูมนี้ แบ่งตามโครงสร้างของโดยรวมของลำพระองค์ได้เป็น ๒ ประเภทคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• พิมพ์เกศบัวตูมใหญ่ จะมีลักษณะลำพระองค์หนา บางองค์เกือบเป็นรูปทรงกระบอก พระพักตร์ใหญ่ ค่อนข้างกลม รูปของลำพระกร ( ท่อนแขน ) จะล่ำหนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• พิมพ์เกศบัวตูมเล็ก มีลักษณะของลำพระองค์ที่เรียบบางกว่าพิมพ์แรก ( เอวคอด ) รูปพระพักตร์เกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ( คางมน ) ลำพระกร ( ท่อนแขน ) จะบางเล็ก จะเด่นของพระพิมพ์นี้คือจะปรากฏเส้นสังฆาฏิชัดเจน พาดผ่านลำพระองค์โดยตลอด นับเป็นพระที่เกิดจากแม่พิมพ์ที่มีความคมลึก และรายละเอียดชัดเจนมาก&lt;br /&gt;ค่าความนิยมของพระพิมพ์นี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์คมลึกของรายละเอียดที่รวมอยู่ในองค์ พระเป็นหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ฐานแซม &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433036642420919074" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 127px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2YGCnMuCyI/AAAAAAAAACM/hTbp1HsuA4Q/s200/somdej_rakang_thansam_s.jpg" border="0" /&gt;พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม เป็นพระที่ได้รับความนิยมรองมาจากทุกพิมพ์ที่กล่าวมาข้างต้น สาเหตุที่เรียกพิมพ์นี้ว่า “ พิมพ์ฐานแซม ” เนื่องจากมีเส้นแซมที่ใต้องค์พระกับฐานชั้นบนสุด และระหว่างฐานชั้นบนสุดกับฐานชั้นกลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม สามารถแบ่งตามโครงสร้างของพระองค์ได้ ๓ ประเภทคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พิมพ์ที่ ๑ จะมีลักษณะรูปพระพักตร์ ( ใบหน้า ) ที่อูมรีใหญ่ ลำพระองค์จะหนาเกือบเป็นทรงกระบอกจนบางองค์แทบไม่มีเส้นโค้งข้างลำพระองค์เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พิมพ์ที่ ๒ จะมีลักษณะของรูปพระพักตร์ ( ใบหน้า ) เรียวและอูมน้อยกว่าพิมพ์แรก ลำพระองค์ ( ลำตัว ) จะเล็กกว่าพิมพ์แรกมีเส้นเอวให้เห็นชัดเจนขึ้น พระที่กดพิมพ์ชัดเจนจะปรากฏเส้นคอให้เห็นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พิมพ์ที่ ๓ จะมีลักษณะพระพักตร์ ( ใบหน้า ) ที่เรียวยาวมากกว่าสองพิมพ์แรก เส้นพระกรรณ ( หู ) ข้างพระพักตร์จะติดชัดเจน ลำพระองค์ ( ลำตัว ) บาง เอวคอด ในพระที่มีความคมชัดจะปรากฏเส้นสังฆาฏิพาดลำพระองค์ชัดเจนมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับความแตกต่างในด้านค่านิยมทั้ง ๓ พิมพ์ แทบจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ความสวยงาม ความสมบรูณ์ คมชัด เป็นสิ่งที่กำหนดความแตกต่างของค่านิยมพระพิมพ์นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ปรกโพธิ์ &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5433036947870502722" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 131px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2YGUZFkz0I/AAAAAAAAACU/opLAihH1-bc/s200/somdej_rakang_prokbodhi_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;• พิมพ์ปรกโพธิ์ สำหรับพระพิมพ์นี้มีให้พบน้อยมาก ภายหลังจึงไม่ค่อยจะมีผู้กล่าวถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการดู พระสมเด็จวัดระฆัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.จำพิมพ์ให้แม่น พระสมเด็จวัดระฆัง จะมี 5 พิมพ์ คือ พิมพ์พระประธาน ทรงเจดีย์ เกศบัวตูม ฐานแซม และปรกโพธิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ดูจากของจริง และเปรียบเทียบกับ พระพิมพ์สมเด็จอื่นๆ เพื่อดูจุดต่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.ดูเนื้อ และมวลสาร ส่วนผสมของ พระสมเด็จวัดระฆัง เกิดจาก การนำหินปูน มาเผาไฟ ทุบป่นให้แตกละเอียด เหมือนแป้ง ผสมกับ น้ำมันตังอิ๊วของจีน และมวลสารมงคลต่างๆ อาทิ เม็ดชาด เม็ดพระธาตุ เกสรดอกไม้แห้ง ข้าวสุก เนื้อพระสมเด็จ จึงมักมี มวลสาร ปรากฏให้เห็น และมักจะมีรอยปูไต่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-5645542705779351007?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/5645542705779351007/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/5.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/5645542705779351007'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/5645542705779351007'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/5.html' title='พระสมเด็จ วัดระฆัง 5 พิมพ์'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2YFBnMqmBI/AAAAAAAAAB0/wnd5rKzyuLI/s72-c/somdej_rakang_prathan_s.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-8474953376358053651</id><published>2010-01-31T04:20:00.000-08:00</published><updated>2010-01-31T23:45:37.548-08:00</updated><title type='text'>การสร้างพระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2V5u79WuuI/AAAAAAAAABU/BBA_ikg7e3k/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¸ªà¸¡à¹€à¸”à¹‡à¸ˆà¸§à¸±à¸”à¸£à¸°à¸†à¸±à¸‡+à¸žà¸£à¸°à¸›à¸£à¸°à¸˜à¸²à¸™.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5432882372768348898" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 161px; CURSOR: hand; HEIGHT: 253px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2V5u79WuuI/AAAAAAAAABU/BBA_ikg7e3k/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87+%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เป็นที่ค่อนข้างจะเชื่อได้ว่าเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ท่านสร้างสมเด็จวัดระฆังของท่านไปเรื่อยๆ จนท่านอาจจะมีการดูฤกษ์เป็นกรณีพิเศษ แล้วท่านก็สร้างขึ้นมาท่านมีกำหนดว่าจะสร้างกี่องค์ ท่านก็สร้างขึ้นมา แต่มั่นใจว่าท่านไม่ได้สร้างครั้งละมากๆ เพื่อแจกไว้นานๆ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;วันไหนที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ กำหนดจะสร้างพระ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็จะเอาปูนเอาส่วนผสมต่างๆ มาตำได้เนื้อพระสมเด็จมาก้อนหนึ่ง แล้วปั้นเป็นแท่งสี่เหลียม ตัดออกเป็นชิ้นๆ ในสมัยก่อนเรียกว่า ชิ้นฟัก&lt;br /&gt;แล้วนำเนื้อสมเด็จชิ้นฟักวางลงที่แม่พิมพ์ ซึ่งแกะจากหินชนวนกดเนื้อพระ กับแม่พิมพ์ให้แน่น นำเอาไม้แผ่นมาวางทับด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆัง แล้วใช้ไม้หรือของแข็ง เคาะที่ไม้ด้านหลังเพื่อไล่ฟองอากาศ และกดให้เนื้อพระสมเด็จแน่นพิมพ์ จึงจะเอาไม้แผ่นด้านหลังออก จึงปรากฏรอยกระดานบ้าง รอยกาบหมากบ้างบนด้านหลัง ขององค์สมเด็จวัดระฆัง กลายเป็นจุดสำคัญและเป็นหัวใจของการดูพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5432882547818438418" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2V55IEjHxI/AAAAAAAAABc/gvQuzU76NvM/s200/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88+%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%94.jpg" border="0" /&gt; พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ หลังปาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้กดพระบนพิมพ์เรียบร้อยแล้ว ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็จะตัดขอบพระเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยใช้ตอกตัด ตอกไม้ไผ่ที่ใช้จักสาน ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไม่ใช้มีดเพราะเป็นพระไม่ควรใช้ของมีคม วิธีตัดตอกนั้นตัดจากด้านหลัง ไปด้านหน้า โดยเข้าใจว่าในแม่พิมพ์พระสมเด็จ ที่เป็นหินชนวนนั้น จะบากเป็นร่องไว้สำหรับนำร่องการตัดตอก &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เพราะพระสมเด็จวัดระฆัง บางองค์ที่ขอบมีเนื้อเกินจะเห็นเส้นนูนของร่องไว้ให้สังเกต การตัดตอกพระสมเด็จวัดระฆัง จากด้านหลังไปด้านหน้า จึงเกิดร่องรอยปรากฏ ที่ด้านข้างขององค์พระ และรอยปริแตกขององค์พระ ด้านหลังที่ลู่ไปตามรอยตอก ที่ลากลงร่องรอยต่างๆ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5432883184004131954" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 140px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2V6eKDCbHI/AAAAAAAAABk/AvOJd55oZsI/s200/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87+%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เมื่อผ่านอายุร้อยกว่าปีมาแล้ว การหดตัวขององค์พระสมเด็จฯ การแยกตัวของการปริแตกตามรอยตัด กลายเป็นตำนานการดูพระสมเด็จวัดระฆังที่สำคัญที่สุด เมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้กดพิมพ์สร้างพระสมเด็จฯ จนหมดเนื้อแล้วก็คงหยุด คงไม่ได้สร้างครั้งละมากๆ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต นำมาสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง แน่นอนที่สุด &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;อันดับแรก ประกอบด้วยปูนเปลือกหอย คือเอาเปลือกหอยมาเผาเป็นปูนขาว&lt;br /&gt;ในสมัยก่อนมีปูนเปลือกหอยมาก แต่ปัจจุบันหาไม่ค่อยมีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;อันดับสอง คือส่วนผสมของน้ำมัน ตังอิ๊ว เพราะเคยเห็นมากับตา เวลาพระสมเด็จวัดระฆัง ชำรุดหักจะเห็นเป็นน้ำมันตังอิ๊ว เยิ้มอยู่ข้างในเนื้อพระเป็นจุดๆ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;อันดับที่สาม มีปูนอีกชนิดหนึ่งเขาเรียกว่า ปูนหิน มีน้ำหนักมากไม่ทราบว่าทำมาจากอะไร ท่านผู้อ่านโปรดสังเกตว่าตามโรงงิ้วพวกงิ้วจะเอาแป้งจากปูนหินสีขาวๆมาพอกหน้า เป็นพื้นแล้วจะติดแน่น&lt;br /&gt;เอาเนื้อสามส่วนนี้เป็นหลักมาผสมกัน ยังมีมวลสารชนิดหนึ่งเป็นเม็ดสีเทาๆมองเหมือนก้อนกรวดสีเทา แต่ไม่ใช่ เพราะเนื้อนิ่มเวลาเอามีดเฉือนจะเฉือนเข้าง่าย จึงไม่ทราบว่าเป็นมวลสารอะไรและเคยเจอผ้าแพรสีเหลือง เข้าใจว่าเป็นผ้าแพรที่ถวายพระพุทธรูป แล้วเวลาเก่า หรือชำรุด แทนที่จะนำผ้าแพรที่ห่มพระพุทธรูป มีผู้คนกราบไหว้มากมายไปทิ้ง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ได้นำผ้าแพรตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เอาดินสอลงอักขระเป็นอักษรไว้ แล้วผสมในมวลสารที่สร้างพระสมเด็จวัดระฆัง ชิ้นส่วนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ก้านธูปบูชาพระ สันนิษฐานว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ คงนำเอาสิ่งของที่บูชาพระทั้งหมด เมื่อกราบไหว้บูชาพระ แล้วก็ไม่ทิ้ง&lt;br /&gt;นำมาตัดหรือป่นกับเนื้อที่จะสร้างสมเด็จวัดระฆัง จะเห็นเป็นเศษไม้ลักษณะก้านธูปผสมอยู่ในเนื้อพระสมเด็จวัดระฆัง กลายเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญยิ่งถ้ามีเศษธูปแล้วต้องเป็นสมเด็จวัดระฆัง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5432883846301135122" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 130px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2V7EtS8sRI/AAAAAAAAABs/Ib97KpFdQWw/s200/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87.jpg" border="0" /&gt; &lt;/span&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;วัสดุอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือมีเม็ดแดงเหมือนอิฐผสมอยู่ในเนื้อของพระสมเด็จวัดระฆัง เม็ดแดงนี้ขอยืนยันได้เลยว่า เป็นเศษเนื้อพระซุ้มกอตำให้ละเอียดแล้วผสมไว้กับมวลสารที่จะสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง&lt;br /&gt;เอกลักษณ์อันสำคัญที่สุดคือเม็ดเล็กๆมีผสมค่อนข้างมาก สีขาวออกเหลือง ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกว่า เม็ดพระธาตุ แต่คงไม่ใช่เม็ดพระธาตุเพราะถ้าเป็นเม็ดพระธาตุคงต้องใช้จำนวนมหาศาล เพราะพระสมเด็จวัดระฆังทุกองค์จะมีเม็ดพระธาตุมาก จะไปเอาพระธาตุมาจากไหนมากมายมหาศาล &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;จุดเม็ดพระธาตุนี้กลายเป็นจุดสำคัญของตำนานการดูพระสมเด็จวัดระฆัง ที่สำคัญที่สุด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นปูนหินสีขาวๆเมื่อผสมกับน้ำมันตังอิ๊วจับตัวเป็นก้อน เมื่อตำผสมกับปูนขาวเปลือกหอยแล้ว ไม่กลืนกันภายหลังแยกกันเป็นเม็ดๆในเนื้อของสมเด็จวัดระฆัง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;แต่บางคนก็สันนิษฐานไปว่า อาจจะเป็นปูนขาวที่ปั้นพระบูชาตามโบสถ์ เสร็จแล้วทารักปิดทอง ให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชา เป็นร้อยเป็นพันปี บางครั้งปูนขาวพองขึ้นชำรุดเสียหาย จึงต้องลอกเอาปูนขาวออกปั้นด้วยปูนขาวใหม่ ให้พระสมบูรณ์ เพื่อยืดอายุพระพุทธรูปบูชา ในโบสถ์ให้มีอายุนับพันปี&lt;br /&gt;ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต เห็นเป็นวัสดุบูชาที่ไม่ควรจะทิ้ง จึงนำมาตำผสมไว้ในมวลสารของพระสมเด็จวัดระฆัง มาจนถึงปัจจุบัน อายุของพระสมเด็จวัดระฆังร้อยกว่าปี การหดตัวของมวลสารเกิดขึ้น&lt;br /&gt;วัสดุที่ต่างกัน อายุต่างกัน จึงหดตัวไม่เท่ากัน จึงเกิดรอยแยกตัวของรอบๆ เม็ดพระธาตุอย่างสม่ำเสมอ เป็นตำนานอันสำคัญที่สุดในการดูพระสมเด็จวัดระฆังแท้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะนำดินสอพองมาเขียนเป็นตัวอักขระ บนกระดานชนวน เสร็จแล้วก็ลบออก และเขียนอักขระใหม่แล้วก็ลบออกอีก นำเอาผงที่ลบออกมาเก็บเอาไว้ คนรุ่นเก่ารุ่นแก่เรียกว่า ผงอิทธิเจ นำมาผสมในพระสมเด็จวัดระฆัง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระสมเด็จ วัดระฆังโฆษิตาราม &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระสมเด็จวัดระฆังเป็นพระที่สร้างจากเนื้อผงวิเศษ ๕ ชนิด คือ ปถมัง,อิธะเจ,มหาราช,พุทธคุณ และตรีนิสิงเห ตามลำดับ การเกิดผงวิเศษทั้ง ๕ นี้ นับเป็นขบวนการหล่อหลอมพระเวทย์วิทยาคมอันศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๕ มาเป็นหนึ่งเดียว &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;วิธีการสร้างผงวิเศษนั้นเริ่มมาจากการบริการพระคาถา เขียนสูตร ชักยันต์ด้วยชอล์คลงในกระดาษชนวน เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนใหม่ทำเช่นนี้นับเป็นร้อยๆครั้ง จนเกิดเศษชอล์คจากการลบ ซึ่งถือว่าเป็นผงศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดจากการตั้งจิตบริกรรมพระเวทย์ในขณะที่เขียนให้ครบถ้วนตามจำนวนที่พระเวทย์ในแต่ละบทกำหนดไว้ ขั้นผงที่ได้ออกมาเป็นผงที่ได้ออกมาเป็นผงที่มีชื่อ “ ปถมัง ” &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เมื่อได้ผง “ ปถมัง ” แล้ว นำผงนี้มาปั้นเป็นดินสอ ตากแห้ง แล้วนำแท่งดินสอชอล์ดที่เกิดจากผงปถมัง มาเขียนสูตรพระเวทย์อีกบทหนึ่งเขียนแล้วลบ ทำซ้ำกันตามจำนวนครั้งที่พระเวทย์บทใหม่กำหนด จนเกิดผงชอล์ดครั้งใหม่ ที่เรียกว่า “ ผงอิธะเจ ” &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;แล้วก็ผงอิธะเจมาปั้นเป็นแท่งชอล์ด เขียนสูตรพระเวทย์อีก เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนเช่นนี้จนได้ ผงมหาราช แล้วก็ผงมหาราช &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;กระทำเช่นเดียวกับขั้นตอนการทำตอนการผงอื่นๆ หากแตกต่างกันที่สูตรในการเขียน อักขระเลขยันต์ และจำนวนครั้งที่ถือเป็นเฉพาะแต่ละสูตรจนได้ ผงพุทธคุณ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;และสุดท้ายคือ ผงตรีนิสิงเห อันเกิดจากหลอมรวมสูตรทั้ง ๕ มาเป็นหนึ่งเดียวจากนั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังษี ) จึงนำผงวิเศษนี้มาผสมรวมกันกับเปลือกหอยที่บดหอยที่บดละเอียดอันเป็นส่วนผสมหลัก นอกจากนี้ก็จะมีข้าวสุก ดินสอพอง กล้วย โดยมีน้ำตังอิ๊วเป็นตัวประสานส่วนผสมเหล่านี้ จากนั้นจึงนำพระที่ผสมเสร็จแล้วนั้น กดลงในแม่พิมพ์ซึ่งแกะพิมพ์โดย นายเทศ แห่งช่างหล่อ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;การสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง เป็นการสร้างไปแจกไป มิได้เก็บลงกรุ โดยประมาณว่ามีการสร้างถึง ๘๔ , ๐๐๐ องศ์ เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-8474953376358053651?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/8474953376358053651/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_31.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/8474953376358053651'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/8474953376358053651'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_31.html' title='การสร้างพระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2V5u79WuuI/AAAAAAAAABU/BBA_ikg7e3k/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87+%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-2814937999593933618</id><published>2010-01-30T01:54:00.000-08:00</published><updated>2010-01-30T02:32:12.354-08:00</updated><title type='text'>พระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2QKgAbWucI/AAAAAAAAABM/gKLUrlzc4aw/s1600-h/à¸à¸£à¸°à¸ªà¸¡à¹à¸à¹à¸à¸§à¸±à¸à¸£à¸°à¸à¸±à¸+à¸à¸´à¸¡à¸à¹à¸à¸£à¸°à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸+à¸&amp;shy;à¸à¸à¸²à¸¢+à¹à¸à¸¨à¸à¸°à¸¥à¸¸à¸à¸¸à¹à¸¡+(à¸à¸´à¸¢à¸¡)+5+à¸¥à¹à¸²à¸à¸à¸²à¸+à¸ªà¸§à¸¢à¸à¸²à¸¡.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5432478595502488002" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 247px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2QKgAbWucI/AAAAAAAAABM/gKLUrlzc4aw/s320/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99+%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%A2+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1+(%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1)+5+%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97+%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;การสร้างพระเครื่องไว้เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนานั้น ได้มีมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ราวปีพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ต่อมาท่านโบราณจารย์ผู้เชี่ยวชาญฉลาดได้ประดิษฐ์คิดสร้างพระเครื่อง ด้วยรูปแบบต่างๆนานาตามแต่จะเห็นว่างาม นอกจากนั้นแล้งยังได้บรรจุพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ตลอดจนพระปริตรและหัวใจพระพุทธมนต์อีกมากมายหลายแบบด้วยกัน และการสร้างพระเครื่องนั้น นิยมสร้างให้มีจำนวนครบ ๘๔,๐๐๐ องค์ ตามจำนวนพระธรรมขันธ์อีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ดังนั้น ในชมพูทวีปและแม้แต่ประเทศไทยเราเอง ปรากฏว่ามีพระเครื่องอย่างมากมาย เพราะท่านพุทธศาสนิกชนได้สร้างสืบต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย และในบรรดาพระเครื่องจำนวนมากด้วยกันแล้ว ท่านยกย่องให้พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี ซึ่งสร้างโดยท่านเจ้าประคุณพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) เป็นยอดแห่งพระเครื่อง และได้รับถวายสมญานามว่าเป็น ราชาแห่งพระเครื่อง อีกด้วย &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5432478349135773874" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 176px; CURSOR: hand; HEIGHT: 225px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2QKRqo9ALI/AAAAAAAAABE/HMHI-w7xd-0/s400/somdetto.gif" border="0" /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;   &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ปฐมเหตุซึ่งพระสมเด็จของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม ได้รับการยกย่องเช่นนั้น อาจจะเป็นด้วยรูปแบบของ พระสมเด็จ เป็นพระเครื่ององค์แรกซึ่งสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างทรงเลขาคณิต ส่วนองค์พระและฐานนั้นเล่า ท่านได้จำลองแบบ และย่อมาจากองค์พระประธาน จากพระอุโบสถเพียงองค์เดียวเท่านั้น ปราศจากอัครสาวกซ้ายขวา องค์พระจึงดูโดดเด่นอย่างเป็นเอกรงค์ สำหรับซุ้มเรือนแก้วอันเป็นปริมณฑลนั้นเล่า ท่านได้จำลองแบบอย่างมาจากครอบแก้ว (ครอบแก้วพระพุทธรูป) และถึงจะเป็นรูปแบบอย่างง่ายๆ ปราศจากส่วนตกแต่งแต่อย่างใดเลย ก็ตามทีต้องยอมรับว่าเป็นความงามที่ลงตัวอย่างหาที่ติมิได้เลย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;นอกจากรูปแบบอันงดงามของพระสมเด็จดังกล่าวแล้ว ศรัทธาและความเลื่อมใสของนักสะสมพระเครื่อง อันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คงจะมาจากคุณวิเศษอันเป็นมหัศจรรย์ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) ผู้ประติมากรรมพระสมเด็จเป็นอันดับสอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี )วัดระฆังโฆสิตาราม ผู้เป็นอมตเถระ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) วัดระฆังโฆสิตาราม บางกอกน้อย ธนบุรี นามเดิมว่า โต ได้รับฉายา พฺรหฺมรํสี ถือกำเนิดตอนเช้าตรู่ ของวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ จุลศักราช ๑๑๕๐ ในรัชกาลที่ ๑ บ้านไก่จ้น ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มารดาชื่อ เกศ เป็นชาวบ้าน ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;นอกจากท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะได้สร้างปูชนียวัตถุแล้ว มีเรื่องเล่าว่า ครั้งเมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางทิศใต้ของกรุงสุโขทัย และเป็นเมืองที่ร่ำรวยด้วยโบราณวัตถุทางพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นอีกเมืองหนึ่ง ที่มีพระเครื่องซึ่งงดงามไปด้วยพุทธศิลปะ อันบริสุทธิ์ของชาวไทยเราอีกด้วย และโดยเฉพาะที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านมีความรู้และแตกฉานทางอักษรโบราณ ท่านจึงสามารถอ่านศิลาจารึกที่ว่าด้วยกรรมวิธีการสร้างพระเครื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างพระพิมพ์ด้วยเนื้อผงขาว ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า เนื้อพระสมเด็จ โดยมีเนื้อหลักเป็นปูนขาว (ปูนหิน) หรือปูนเปลือกหอย ผสมผสานด้วยวัตถุมงคลอาถรรพณ์อื่นๆ และมีผงวิเศษซึ่งสำเร็จจากการลบสูตรสนธิ์จากคัมภีร์ทางพุทธาคม เมื่อนำเอามาบดตำกรองจนดีแล้ว จึงนำเอาวัตถุมงคลและอาถรรพ์ต่างๆเหล่านั้นมาผสมผสานกับดินสอพอง (ดินขาว) แล้วปั้นเป็นแท่งตากให้แห้งแล้วจึงนำเอามาเขียนอักขระเลขยันต์ตามคัมภีร์บังคับบนกระดานโหราศาสตร์ซึ่งทำจากต้นมะละกอ เสร็จแล้วจึงลบเอาผงมาสร้างเป็นพระสมเด็จ ที่เรียกว่าผงวิเศษ หรือผงพุทธคุณนั่นเอง &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;นอกจากนั้นแล้วยังสันนิษฐานกันว่า ท่านยังเอาข้าวก้นบาตร และอาหารหวานคาวที่ท่านฉันอยู่ถ้าคำไหนอร่อยท่านจะไม่ฉัน จะคายออกมาแล้วตากให้แห้งเพื่อนำไปบดตำสร้างพระสมเด็จของท่าน ซึ่งถูกต้องตามวิธีการสร้างพระอาหารของชาวรามัญ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ส่วนตัวประสาน หรือตัวยึดเกาะนั้น ที่เราทราบๆ กันอย่างเด่นชัดก็คือ น้ำมันตังอิ๊ว น้ำอ้อย น้ำผึ้ง กล้วย และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เยื่อกระดาษ ได้จากการที่เอากระดาษฟางหรือกระดาษสามาแช่น้ำข้ามวันข้ามคืน จนกระดาษละลายเป็นเมือกดีแล้ว จึงนำเอามากรองเพื่อเอาเยื่อกระดาษมาผสมผสานบดตำลงไป เชื่อกันว่าตัวเยื่อกระดาษนี้ เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้พระสมเด็จวัดระฆัง มีความหนึกนุ่ม เนื้อจึงไม่แห้งและกระด้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนผสมที่เป็นประเภทพืช เช่น ข้าว อาหาร กล้วย อ้อย เป็นต้น ก็มีส่วนที่ทำให้เนื้อพระมีความหนึกนุ่มอีกเช่นกัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;สำหรับในด้านแม่พิมพ์พระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตารามนั้น ถ้าได้พิจารณากันอย่างถ่องแท้แล้วจักเป็นรูปแบบที่เรียบง่าย คือเค้าโครงภายนอกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงเลขาคณิต เป็นการออกแบบที่ทวนกระแสความคิดสร้างสรรค์ ของคนโบราณอย่างสิ้นเชิง อาจจะพูดได้ว่า เป็นการออกแบบที่เป็นศิลปะของตนเอง อย่างบริสุทธิ์ หาได้อยู่ภายใต้ของศิลปะพระเครื่องสกุลอื่นใดไม่ ทั้งๆที่การสร้างพระพิมพ์หรือพระเครื่องได้มีมาแต่ครั้งสมัยคันธารราษฎร์ (อินเดีย) มากกว่า ๒,๐๐๐ ปีล่วงมาแล้ว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ในด้านองค์พระคงจะได้แนวคิดและแบบอย่างมาจากพระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งส่วนมากจักประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี เฉพาะซุ้มเรือนแก้วนั้นคงจักได้แนวคิดมาจากครอบแก้ว ซึ่งเพิ่งจะมีครอบแก้วครอบพระบูชาประจำวัด ประจำบ้าน เพื่อเป็นการอนุรักษ์ไม่ให้ผิวทองหมองประการหนึ่ง และเพื่อเป็นการป้องกันฝุ่นละอองที่มีคละคลุ้งในอากาศอีกด้วย เป็นที่เชื่อกันว่า ผู้ที่แกะแม่พิมพ์ถวายท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯนั้น น่าจะเป็นฝีมือช่างสิบหมู่หรือฝีมือช่างหลวงนั่นเอง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตารามในท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯนั้น เป็นเป็นพระที่สร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามแต่โอกาสและเวลาจะอำนวย หาได้สร้างเป็นครั้งเดียวไม่ ที่เชื่ออย่างนี้เพราะพระแต่ละพิมพ์ของท่าน เนื้อหา ตลอดจนมวลสารนั้นมีอ่อนแก่กว่ากัน ละเอียดบ้าง หยาบบ้าง สีสันวรรณะก็เป็น เช่น เดียวกันทั้งสิ้น เมื่อท่านสร้างพระแต่ละพิมพ์แต่ละคราวเสร็จแล้ว ท่านจะบรรจุลงในบาตร นอกจากท่านจะบริกรรมปลุกเสกด้วยตัวท่านจงดีแล้ว ยังนิมนต์ให้พระเณรปลุกเสกอีกด้วย เมื่อท่านออกไปบิณฑบาตท่านก็จะเอาติดตัวไป ญาติโยมที่ใส่บาตรท่าน ท่านจะแจกพระให้คนละองค์ และมักจะพูดว่า เก็บเอาไว้ให้ดีนะจ๊ะ ต่อไปจะหายาก โดยไม่บรรยายสรรพคุณให้ทราบแต่อย่างใด แต่ก็เป็นที่ทราบกันอยู่ในยุคสมัยนั้นแล้วว่า พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ โด่งดังทางโภคทรัพย์และเมตตามหานิยม&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-2814937999593933618?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/2814937999593933618/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_30.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/2814937999593933618'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/2814937999593933618'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_30.html' title='พระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S2QKgAbWucI/AAAAAAAAABM/gKLUrlzc4aw/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%86%E0%B8%B1%E0%B8%87+%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99+%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%A2+%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1+(%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1)+5+%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97+%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-1686166170874519250</id><published>2010-01-26T23:51:00.000-08:00</published><updated>2010-02-06T02:09:12.585-08:00</updated><title type='text'>พระเบญจภาคี</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S1_9ZeSvqzI/AAAAAAAAAAk/CLCz7njQlAY/s1600-h/à¸žà¸£à¸°à¹€à¸„à¸£à¸·à¹ˆà¸&amp;shy;à¸‡.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5431338289702349618" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 112px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S1_9ZeSvqzI/AAAAAAAAAAk/CLCz7njQlAY/s400/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;font-size:100%;"&gt;สุดยอด พระเครื่อง แห่งวงการ พระเครื่อง ของเมืองไทย ที่เป็นที่นิยมมาไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปี และครองความนิยมของเหล่าเซียน พระเครื่อง ก็คงหนีไม่พ้น "เบญจภาคี"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบญจภาคี คือ พระเครื่อง ๕ชนิด ที่ถือว่าเป็น สุดยอดและล้ำค่าเป็นอย่างมากของ พระเครื่อง เป็นสุดยอด พระเครื่อง ของแต่ละยุคสมัย และเป็นสุดยอดของพุทธคุณ ผู้ใดได้ครอบครองเป็นเจ้าของ ก็เชื่อได้ว่า คนผู้นั้นเปี่ยมด้วยวาสนา บารมี ด้วยราคาเช่าบูชาหานั้น มีมูลค่าสูงมาก ถือเป็นอันดับหนึ่ง ใครมีไว้มักจะหวงแหนมาก จะขอชมก็ยาก เพราะกลัวจะถูกขโมยโจรกรรมไป จึงมักไม่ให้ใครชมง่ายๆ นักเหตุผล ที่กล่าวว่าสุดยอด ในบรรดา พระเครื่อง ด้วยกันก็เพราะว่า เป็น พระเครื่อง ที่มีอายุเก่าแก่มากกว่าหลายร้อยปี พิมพ์นิยมสวยงาม ที่สำคัญที่สุด คือ ทุกคนเชื่อถือในความศักดิ์สิทธ์ทางด้านพุทธคุณเป็นอย่างมาก จนเป็นที่ต้อง การของนักสะสม พระเครื่อง เป็นจำนวนมาก จนทำให้มีราคาสูงมากๆ ด้วยเช่นกัน ชนิดที่ว่าคนจนหมดสิทธ์เป็นเจ้าของ พระเครื่อง เหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พระเบญจภาคี” หมายถึง พระเครื่องชุดหนึ่งประกอบด้วยพระจำนวน ๕ องค์ โดยมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_30.html"&gt;พระสมเด็จวัดระฆัง &lt;/a&gt;โฆสิตาราม เป็นองค์ประธาน&lt;br /&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_8421.html"&gt;พระนางพญา &lt;/a&gt;กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก&lt;br /&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html"&gt;พระผงสุพรรณ&lt;/a&gt; จังหวัดสุพรรณบุรี&lt;br /&gt;พระลีลา จังหวัดกำแพงเพชร&lt;br /&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_06.html"&gt;พระรอด &lt;/a&gt;กรุวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน&lt;br /&gt;แต่เนื่องจากพระกำแพงลีลาหาได้ยากมากขึ้น จึงได้&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_02.html"&gt;พระกำแพงซุ้มกอ&lt;/a&gt; จังหวัดกำแพงเพชรมาแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่จัดพระชุดเบญจภาคีคือ “ตรียัมปวาย” นี้เองที่ได้จัดทำทำเนียบชุดพระเครื่อง “เบญจภาคี” ขึ้นในปี ๒๔๙๕ โดยเมื่อแรกเริ่มยังคงเป็นเพียง “ไตรภาคี” คือมีเพียง ๓ องค์เท่านั้น อันประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_30.html"&gt;พระสมเด็จวัดระฆัง&lt;/a&gt; เป็นองค์ประธาน ซ้าย-ขวา เป็น&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_8421.html"&gt;พระนางพญา&lt;/a&gt; (พิษณุโลก)&lt;br /&gt;และ&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_06.html"&gt;พระรอด&lt;/a&gt; (ลำพูน) หลังจากนั้นไม่นานจึงได้ผนวก “&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_02.html"&gt;พระซุ้มกอ”&lt;/a&gt; (กำแพงเพชร) และ “&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html"&gt;พระผงสุพรรณ&lt;/a&gt;” (สุพรรณบุรี) จนกลายเป็นชุดพระเครื่องที่เป็นสุดยอดปรารถนาของนักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่มี่ตำแหน่งหน้าทีสูงมักจะมีพระเครื่องชุดนี้ โดยเฉพาะสมเด็จวัดระฆังเป็นพระเครื่องชั้นสูงสุด เป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง เป็นพระที่มีผู้ต้องการแสวงหามากที่สุด เป็นพระที่มีพระพุทธคุณสูงที่สุด มีการปลอมแปลงมากที่สุด ราคาเช่าแพงที่สุดหลายล้านบาท ทุกคนอยากได้เป็นเจ้าของ กล่าวกันว่าโอกาสที่จะได้ชุดเบญจภาคีที่แท้ๆ ต้องมีวาสนาและบารมีประกอบกันด้วย มีแต่เงินแต่ขาดวาสนาหรือบารมีก็อาจได้ของปลอมมาก็ได้กระมัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเครื่อง เบญจภาคี ประกอบด้วย&lt;br /&gt;๑ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_30.html"&gt;พระสมเด็จ วัดระฆัง&lt;/a&gt; ที่สร้างโดย ท่านเจ้าพระคุณ สมเด็จพุฒาจารย์(โต) พฺรหฺมรังษี เป็นตัวแทนยุค รัตนโกสินทร์&lt;br /&gt;๒ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_02.html"&gt;พระซุ้ม ก.&lt;/a&gt; หรือ กำแพงเม็ดขนุน ทุกกรุในจังหวัดกำแพงเพชรเป็นตัวแทนยุค สุโขทัย&lt;br /&gt;๓ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_8421.html"&gt;พระนางพญา &lt;/a&gt;กรุวัดนางพญา จังหวัด พิษณุโลก เป็นตัวแทนยุค อยุธยา-พระพิษณุโลกสองแคว&lt;br /&gt;๔ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html"&gt;พระผงสุพรรณ&lt;/a&gt; กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นตัวแทนยุค อู่ทอง-สุพรรณภูมิ&lt;br /&gt;๕ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_06.html"&gt;พระรอด&lt;/a&gt; กรุวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน เป็นตัวแทนยุค ลพบุรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่า พระเครื่อง เบญจภาคี นั้นงามหมดจดด้วยพุทธศิลป์ เปี่ยมด้วยพุทธบารมี เป็นที่น่าเกรงขาม ถ้าได้มาห้อยคอผู้ใดแม้เพียงองค์เดียว ก็เหมือนหมุนให้ผู้นั้น มีรัศมีเรืองรองจับขึ้นมาทันที ถ้าเราจะอาราธนามาเข้าชุดในสร้อยเส้นเดียวกัน&lt;br /&gt;๑&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_30.html"&gt; สมเด็จวัดระฆัง &lt;/a&gt;อยู่ตรงกลาง&lt;br /&gt;๒ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_8421.html"&gt;พระนางพญา&lt;/a&gt; อยู่ล่างซ้าย&lt;br /&gt;๓ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_02.html"&gt;พระซุ้ม ก. &lt;/a&gt;อยู่ล่างขวา&lt;br /&gt;๔ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_05.html"&gt;พระผงสุพรรณ&lt;/a&gt; อยู่บนซ้าย&lt;br /&gt;๕ &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_06.html"&gt;พระรอด &lt;/a&gt;อยู่บนขวา&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-1686166170874519250?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/1686166170874519250/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/1686166170874519250'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/1686166170874519250'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='พระเบญจภาคี'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S1_9ZeSvqzI/AAAAAAAAAAk/CLCz7njQlAY/s72-c/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1275030844876785847.post-327077731410790076</id><published>2010-01-26T11:14:00.000-08:00</published><updated>2010-03-17T02:44:13.531-07:00</updated><title type='text'>พระเครื่อง (small buddha)</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S19CpRVFkzI/AAAAAAAAAAM/i9P6aB-EbI0/s1600-h/buddha.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5431132952426025778" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 236px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S19CpRVFkzI/AAAAAAAAAAM/i9P6aB-EbI0/s320/buddha.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระเครื่องวัตถุมงคลในพุทธศาสนา หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า พระเครื่องราง หรือ พระเครื่อง คือรูปสมมติของพระพุทธเจ้ามีขนาดเล็ก สร้างไว้สำหรับบรรจุไว้ในพุทธเจดีย์ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า และเพื่อสืบทอดพระศาสนา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:Times New Roman;"&gt;ประวัติการสร้าง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;สันนิษฐานว่าสร้างภายหลังการสร้างพระพุทธรูป (ราว พ.ศ. 500)ปรากฏเห็นเป็นหลักฐานชัดเจนในในสมัยทวารวดี (ราว พ.ศ. 400-พ.ศ. 1200)และ สมัยศรีวิชัย (พ.ศ. 1300) โดยสร้างพระเครื่องขึ้นเพื่อเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้ที่มาเคารพสังเวชนียสถาน เพื่อให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ส่วนความหมายของคำว่าพระเครื่องในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ท่านสั่งเครื่องจักรจากยุโรปมาเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ ทำให้มีการผลิตเหรียญของเกจิอาจารย์ขึ้น ทำให้เรียกว่าพระที่ทำจากเครื่องจักรว่าพระเครื่องหรือ เรียกพระองค์เล็กๆที่เป็นพระพิมพ์เรียกเหมือนกันว่าพระเครื่อง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;ความเชื่อและคตินิยม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระเครื่องรางส่วนใหญ่ การสร้างสร้างให้มีขนาดเล็กเพื่อที่จะสามารถสร้างได้จำนวนมาก สำหรับบรรจุในพระพุทธเจดีย์ เพื่อว่าในอนาคตเมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมลง วัตถุต่างๆพังทลายยังสามารถพบรูปสมมุติของพระพุทธเจ้าเพื่อแสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรื่องของพระพุทธศาสนา ใช้เป็นเครื่องรางสำหรับคุ้มครองป้องกันในการออกศึกสงครามของคนโบราณ เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์อย่างหนึ่ง ปัจจุบันนิยมนำมาห้อยคอเป็นเครื่องรางสำหรับคุ้มครองป้องกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระเครื่องที่เป็นที่นิยม&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;พระกรุต่างๆ (ที่ขุดได้จากพุทธเจดีย์ โบราณสถาน) เช่นพระสมัยทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_02.html"&gt;กำแพงเพชร&lt;/a&gt; อู่ทอง อยุธยา รัตนโกสินทร์ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จ เช่น &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/blog-post_30.html"&gt;พระสมเด็จวัดระฆัง&lt;/a&gt; &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_23.html"&gt;พระสมเด็จบางขุนพรม&lt;/a&gt; &lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/03/blog-post.html"&gt;พระสมเด็จเกศไชโย&lt;/a&gt; พระสมเด็จปิลันทร์ พระสมเด็จวัดหลวงปู่ภู พระผง ๙ สมเด็จเป็นต้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://jatujuk99.blogspot.com/2010/02/blog-post_15.html"&gt;พระสมเด็จจิตรลดา &lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระสมเด็จนางพญา สก.วัดบวรนิเวศวิหารพระสมเด็จนางพญา วัดบวรนิเวศวิหาร มวลสารจิตรลดา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด หลวงพ่อท่านคล้าย พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหรียญที่ระลึกรูปพระพุทธรูป เช่น หลวงพ่อโต (อยุธยา) พระพุทธชินราช หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อวัดเขาตะเครา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหรียญที่ระลึกรูปพระเกจิอาจารย์ (รูปพระภิกษุสงฆ์) เช่น หลวงปู่ศุข หลวงปู่เอี่ยม หลวงพ่อฉุย เป็นต้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหรียญหล่อ เช่น หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก หลวงพ่อเงิน บางคลาน เป็นต้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระปิดตา (พระภควัมบดี)เช่น หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่ทับ หลวงปู่นาค เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;พระกริ่ง/พระชัย เช่น พระกริ่งวัดสุทัศน์ พระกริ่งวัดบวรนิเวศวิหาร พระกริ่งเกจิคณาจารย์ทั่วไป เป็นต้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระของขวัญวัดปากน้ำ หลวงพ่อสด พระมงคลเทพมุนี &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระเกจิคณาจารย์ เช่น หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว เป็นต้น &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1275030844876785847-327077731410790076?l=jatujuk99.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jatujuk99.blogspot.com/feeds/327077731410790076/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/small-buddha.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/327077731410790076'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1275030844876785847/posts/default/327077731410790076'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jatujuk99.blogspot.com/2010/01/small-buddha.html' title='พระเครื่อง (small buddha)'/><author><name>jatujuk99</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13915891057123244646</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S3fxkRtQsWI/AAAAAAAAAN0/sAvcW4IDqMY/S220/414251_12210124_0.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_DnyrmE_1H90/S19CpRVFkzI/AAAAAAAAAAM/i9P6aB-EbI0/s72-c/buddha.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
